ดูหนังของคนบางคน

posted on 12 May 2008 18:06 by croquette  in films


เวลาดูหนังเนี่ย  เลือกดูกันจากอะไรเหรอ?



เนื่องจากช่วงนี้ปิดเทอมแล้วเราก็ว่างม้ากกกก  เลยกลับมาดูหนังอีกแล้ว -___-  บอกว่ากลับมาแต่ไม่ใช่ว่าเลิกดู  5 5   แต่มันเป็นอารมณ์แบบว่ามานั่งดูจริงจัง  เพราะเวลาเปิดเทอมเงี้ย  ก้อต้องปั่นๆๆ งาน  แล้วก้อทำเรื่องบันเทิงอื่นๆ (เช่น  ไปในที่ที่คนเอาตัวสีกัน..) แต่พอเปิดเทอมตารางชีวิตมันนิ่งสนิท  ไม่มีข้ออ้างให้ออกไปแร่ดได้ข้างนอก  เราจึงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน  นั่งพับเพียบเป็นนกน้อยในกรงทอง  5 5   ก็ว่าไปนั่น  จริงๆมันไมได้แย่หรอก  เออ อยู่บ้านน่ะไม่ได้แย่ขนาดนั้น  ออกจะแฮปปี้และมีความสุข  ได้พักผ่อนแบบไม่รู้จะพักยังไงแล้ว  เพราะว่าตัวเองขี้เกียจ  ไม่เรียนซัมเม่ออย่างคนอื่นเค้า  (เดี๋ยวเมิงจะรู้พออยู่ีปีสาม  วะฮี่ๆ)



เออ กลับมาเรื่องดูหนัง..  ไอ่การเลือกที่พูดเนี่ยหมายถึงเวลาไปร้านวิดีโออย่างไม่รู้จะดูอะไร  ก็ต้องไปยืนเลือกๆๆๆ  ซึ่งตามร้านมันไม่ได้มีอะไรมากมายซักเท่าไหร่หรอกเอาเข้าจริงๆ  เกินกว่าครึ่งในร้านวิดีโอ(ธรรมดาทั่วๆไปที่ทุกคนคุ้นเคย) มักจะมีหนังที่เรา  ยี้  อยู่เสมอ... หนังยี้ที่เราหลีกเลี่ยงจะดู  ไม่ว่าจะด้วยมันไม่น่าสนใจ  เป็นหนังที่วางเอาไว้เพื่อการรกชั้นวางมากๆ  5 5  ก็หนังอะไรพวกนั้นแหละ  แต่ว่าหนังดีๆมันก็มี  แล้วหนังดีๆ ซ่อนอยู่ลึกๆมันก็มีอีกเหมือนกัน  

ไอ้การตามล่าหาหนังแบบเนี้ย  ถ้าไม่มีข้อมูลในหัวอย่างเช่นว่า  ไปอ่านรีวิวมาก่อน  หรือเป็นหนังชื่อคุ้นๆที่ไม่เคยดู  ก็คงจะยาก  แต่พักนี้เราใช้วิธีว่าตามหาหนังที่ คนบางคน พูดถึง...   คนบางคนนี่ก็ต้องเลือกเหมือนกันนะ  5 5  อย่างเช่น พวกคนที่เรานับถือวิถีชีวิตเค้า  นับถือความคิด  แอบปลื้มหน้าตา(อันนี้เริ่มไร้สาระ  แต่เป็นเหตุผลสำคัญ  อ้าว)  ก้อสรุปคือบรรดาคนที่เราปลื้มทั้งหลายแหล่

แล้วมันก็ตลกดี  ที่ช่วงนี้อยู่ๆได้ดูหนังที่คนพวกนั้นพูดถึงหมดเลย
ก็มีอันที่ไปหาเช่ามาดูเอง  แล้วก็อันที่บังเอิญเปิดเจอในช่องเคเบิ้ลด้วยแหละ





Magnolia   ** เคยเขียนถึงแล้วในบลอคแฟนเอวกะเด้ง


เป็นหนังที่มี(คนที่หน้าเหมือนเปิ้นมากๆ อย่าง ) ทอม ครูซ แสดงนำ..  โอวว  เป็นหนังน่าดุที่มีนักวิจารณ์พูดถึงกันอย่างมากมายด้วย  ความรู้สึกหลังจากดู....ก็ไม่พูดไรมาก  ไม่สันทัดกรณี  -__-  แต่ก็พบว่าเป็นหนังที่ saved me อย่างที่เค้าบอกจริงๆ  คือมันจะพูดถึงเรื่องราวของคนหลายๆ แบบ ที่มีเรื่องให้รู้สึกถึงความล้มเหลวความพ่ายแพ้ในรูปแบบต่างๆ กัน  แต่ที่สุดแล้วมันก็จะผ่านพ้นไปได้ โฮโซมิซังเอ้ยย  บางทีประโยคนี้ที่บางคนเค้าพูด  ...แล้วเราจะเรียนรู้กันได้ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดพลาดเท่านั้นน่ะเหรอ?  มันอาจจะจริงก็ได้ล่ะมั้ง  เราก็ไม่รู้  หนูเพิ่ง 19 คร้า~ 55*5   แต่หนังเรื่องนี้ใช้ความเกี่ยวโยงของคนมาเล่าแบบมีเสน่ห์มากมาย  แถมยังมีเพลงเพราะพริ้งงง ในตอนเกือบๆท้ายของเรื่องด้วย  ซึ่งเป็นเพลงที่โฮโซมิพูดถึงในไดอารี่นั่นเอง  ในหนังให้ตัวละครแต่ละตัวร้องคลอตามเพลง  ทั้งเสียง คนแก่ เด็ก ผู้หญิง เกย์เฒ่า(?) และทอม ครูซ  (ฮริ้ววว)  มันฟังแล้ว อะฮื้อออ มากๆ น่ะ T^T 

แล้วก็โปสเตอร์ที่เอามาแปะให้ดู  อันนี้เป็นหนึ่งในหลายๆเวอชั่นนะ  แต่ชอบอันนี้... เป็นฝนกบ  ซึ่งเป็นฉากอันฮือฮาของหนังเรื่องนี้มากๆ ว่าผู้กำกับนั้นจงใจจะบอกอะไร  แต่สำหรับเรา  เออะ... มันค่อนข้างแขยง  55  จริงๆนะ  แบบว่าเกลียดพวกกบเขียดอะไรเงี้ย  แล้วอยู่ๆในหนังที่กำลังเป็นจุดไคลแม็กซ์แบบตื่นเต้นมาก  ก็มีเสียงกบตกลงมาเป็นพันๆ หมื่นๆตัว  ตกลงมาตามจำนวนเม็ดฝนปกติน่ะคิดดู  เสียงกบหล่นแอ้กบนถนนเนี่ยยย ฟังแล้วหยึยยย มากๆ แล้วยังมีเลือดกบเต็มกระจกรถไปหมด     มันมีตอนนึงที่ PR ของรายการโทรทัศน์ตอบคำถามพ่อหนูอัจฉริยะในเรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องการพยากรณ์อากาศว่าคนพยากรณ์น่ะอยู่นอกโลกอย่างนั้นเหรอถึงรู้ว่าฝนจะตก  PRคนนั้นก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า  ฝนตกน่ะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ....  แล้วถ้าอย่างนั้นไอ้การฝนตกลงมาเป็นกบล่ะ?  บางทีอาจจะเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนกันล่ะมั้ง  ก็ชีวิตคนเราอย่างน้อยมันก็ต้องมีเรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นบ้างไม่ใช่เหรอ?  เรื่องที่แปลกประหลาดหรือบังเอิญ ไง  เพราะงั้นการที่มีฝนตกลงมาเป็นกบเองก็ถือว่าเป็น "ธรรมชาติ" เหมือนกันสินะ?  55 พอเถอะๆ

เอาเป็นว่าเราสนุกสนานกับหนังยาวๆเรื่องนี้มากมาย  แล้วเพลงก็เพราะจริงๆ ^^  เอาเนื้อเพลงมาฝากกัน  ลองไปหาฟังดูนะ  แต่ฟังตอนดูดีวีดีไปจะอินกว่ามาก  ฮา..


Wise Up
by  Aimee Mann

It's not what you thought
When you first began it.
You got, what you want
You can hardly stand it though
By now you know

It's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up

You're sure, there's a cure
And you have finally found it.
You think, one drink
Will shrink you 'till you're underground
And living down

But it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up

Prepare a list for what you need
before you sign away the deed

Cause it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up.

No it's not going to stop
Till you wise up
No it's not going to stop
So just give up







John Q.



เรื่องนี้เคยอยากดูมากๆๆๆ เมื่อนานแล้ว  เพราะมีคนบางคนพูดว่า  ดูกี่รอบก็น้ำตาไหล  ก็เลยอยากรู้ว่ามันซึ้งอะไรขนาดนั้น  เคยเดินไปร้านวิดีโอแล้วก็กำลังจะเช่า  แต่เห็นหน้าปก บวกกับชื่อภาษาไทยแล้วมันไม่ใช่แนวแฮะ  ณ ตอนนั้นคิดเอาเองว่า  โอววว คงจะแอคชั่นเลือดสาดล่ะสินะ

แต่ว่าในที่สุดก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้  เพราะมีวันนึงอยากเช่าให้ได้ครบจำนวนโปรโมชั่น!
ก็มานั่งดูอย่างไม่ได้คาดหวังอะไร...  การดูโดยไม่ได้คาดหวังนี่มันเป็นเรื่องสำคัญนะ  เพราะบางครั้งบางเรื่องเวลาเข้าไปดูแบบคาดหวังแล้วมักจะออกมาตรงกันข้ามเสมอ  ซึ่งก็อาจไม่ใช่ความผิดของตัวหนัง  แต่เป็นเพราะคนดูอย่างเรา ชอบไปคิดเอง ก็ได้



ส่วน John Q  ดูเสร็จแล้วรู้สึกว่า.. มันเป็นหนังที่ดี  ดีมากๆ เรื่องนึง  ทั้งประทับใจในความรักอันสุดแสนจะซาบซึ้งและมันก็ไม่ได้เกินเลยในความเป็นจริงเลย  ความรักที่มีต่อใครสักคนมากๆ ขนาดนั้นอาจทำให้เราตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ลงไป  มันทั้งดูโง่  ดูผิด  ดูขวางโลก  บางทีก็ดูเป็นคนเลว?  แต่ว่ามีประโยคนึงที่บอกว่า  "สังคมบีบบังคับให้เราทำอะไรชั่วๆ"  ประมาณนี้น่ะ   มันเป็นประโยคที่โพล่งออกมาแล้วความวุ่นวายใจของเราที่ดูในตอนนั้นสิ้นสุดลง  มันเป็นความวุ่นวายใจที่เกิดจากว่า...อะไรกันแน่ที่ถูกหรือผิด?  ในเรื่องจอห์นทำการยึดโรงพยาบาลเพียงเพื่อต้องการจะให้ลูกของเค้าซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจได้มีรายชื่อเข้ารับการผ่าตัด  ซึ่งการผ่าตัดนั้นจะต้องมีการวางมัดจำก่อนเป็นเงินจำนวนมหาศาลและครอบครัวขนาดกลางๆที่กำลังย่ำแย่ของเค้าก็ไม่มีเงินขนาดนั้น  ไม่ว่าจะทำทุกทางทั้งการเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆ  หรือไปขอกู้กับกองทุนต่างๆ  ซึ่งแสดงถึงความไม่เท่าเทียม  ความเอาเปรียบของหน่วยงานนั่นนี่  ซึ่งมันเป็นปัญหาจริงๆเลยของสังคมทุกวันนี้  ทุกประเทศทุกพื้นที่มันเป็นอย่างนี้หมดสินะ  แล้วเมื่อเข้าตาจนจริงๆ  ลูกของเค้ากำลังจะตายและโรงพยาบาลก็แสนจะขูดเลือดขูดเนื้อ  จอห์นก็เลยต้องวางแผนแบบไม่โปรเอาซักกะนิดเพื่อขู่โรงพยาบาล  โดยตามธรรมชาติของหนังต้องปั้นคนให้ดูให้อยู่ฝ่ายตัวเอก  หนังเรื่องนี้ก็ทำแบบนั้นแต่ว่าเค้าเสนอมุมของฝ่ายตรงข้ามตัวเอกอย่าง ผอ.สาวของโรงพยาบาล  และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สมจริงและน่าคล้อยตามด้วยมากๆ  คนดูจะรู้สึกเข้าใจทั้งในภาคของจอห์นคิวแล้วก็คนอื่นๆ  มันเป็นปัญหาที่ตกทอดมาจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ  อย่างเรื่องของนโยบายโรงพยาบาล  เรื่องการทำงานของตำรวจ  ทุกอย่างมันไม่ได้มีแค่มุมเดียวเลย  ในเหตุการณ์นึงบางทีเราไม่รู้จะสงสารใคร  ไม่รู้จะโทษว่าเป็นความผิดใคร... 



ที่ร้องไห้เพราะดูเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ซึ้ง  แต่ว่ามันหดหู่ไปหมด  มันเป็นหนังแอคชั่นที่ระทึกอารมณ์สมกับชื่อเรื่องภาคไทยเลย  แต่ว่า...ไม่มีแรงจะไปตื่นเต้นกับฉากเหล่านั้นซักกะนิด  หดหู่ไปหมดจริงๆ




เพิ่งบอกให้ต้องไปดูหนังเรื่องนี้  แล้วมันก้อเมสเซจมาบอกความประทับใจที่มีอย่างล้นเหลือ  5 5  เรากับต้องคิดเหมือนกันว่า  อีจอห์นคิวเนี่ย  จบเพราะหน้าปกดีวีดีจริงๆ  5 5  พวกไม่แนวแอคชั่นก็พากันเมิน  ทั้งที่จริงมันเป็นหนังดีออกขนาดนี้แท้ๆ  !!





 

Cube 2  :  Hypercube



เรื่องสุดท้ายไม่พูดอะไรมาก  ไม่ใช่แนวอีกแล้ว  5 5  แต่ชอบตรงที่เค้าใช้ฉากเป็นห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ใส่แนวคิดอะไรแบบโลกไซเบอร์ที่หรูหราฟู่ฟ่าจริงๆ  เราไม่เคยดูภาค 1  แห่ะ  แต่อันที่คนบางคนบอกว่าชอบน่ะเป็นภาค 1  แอบไปหารีวิวอ่านหลายคนบอกว่าภาค 1 ดูดีกว่าสนุกกว่า  แต่ภาคนี้ไฮโซตรงหลักการและไอเดียของอีห้องลูกบาศก์  ฮาๆ   แต่ว่าค่อนข้างจะทึ่งกับหลักการทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่เอามาเป็นโครงเรื่องนี้จริงๆ เลย  โอ, มันทำขึ้นในโลกตอนนี้จริงๆได้เลยใช่มั้ยน่ะ?

แต่โอวว เรื่องนี้ไม่มีอะไรจะให้พูดแห่ะ  -__-  แต่ว่ามันก็เป็นหนังนอกสายตาอีกเรื่องที่สมควรแล้วที่ได้ดู  อะฮื้มม~







เอนทรี่หน้าอยากพูดเรื่องหนังอีก   5 5  หาอะไรมาคั่นก่อนดีล่ะ?



 

 

ไปนิทรรศการต้มยำปลาดิบมาแล้วครั้งนึง  เมื่อวันศุกร์ ก่อนสงกรานต์  แต่คิดว่าจะไปอีก (-3-) เพราะว่าชอบมาก!  นี่มันสวนสนุกชัดๆ !!  แต่รู้สึกว่ายังดูอะไรได้ไม่ทั่วเท่าไหร่เลย  เพราะว่ารีบด้วยล่ะมั้ง  รีบพาพงศ์ไปช้อปปิ้งต่อ  อีนี่...เบียดเบียนความสำราญกันซะจริง  เป็นนิทรรศการเล็กๆ แต่สนุกจัง  จะว่าเล็กก็ไม่เชิงนะถ้าดูจากชื่อศิลปินล่ะก็..  สำหรับคนสนใจเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่  บ้านจิมทอมป์สัน  นะคะ  ปิดเทอมว่างๆงี้ไปหาอะไรสนุกสนานแบบไม่เสียตังทำกันดีกว่า  ฮ่าๆๆ นี่ก็เน้นไม่เสียตังเรื่อยเลย -*- 

เอาแหละ! ข้างล่างนี่คือสิ่งที่เขียนพอกลับมาบ้านวันนั้น.. ไม่ค่อยยุติธรรมไปหน่อยเพราะเล่าละเอียดยิบแค่ไม่กี่งานเอง(ความจริงแค่งานเดียวด้วยซ้ำเหอะ..) เป็นเพราะว่าเขียนทิ้งเอาไว้แล้วเกิดขี้เกียจพอกลับมาอีกทีก็จำอะไรไม่ได้แล้ว  ไม่อยากเขียนไอ้ที่ไม่ค่อยมั่นใจน่ะ ^^"  แล้วคราวนี้เขียนแบบบ้าบอ  ฮ่าๆ  เอาสาระอะไรไม่ได้นักหรอก  เพราะไม่ใช่พวกสันทัดกรณีอยู่แล้ว~ เขียนขำๆ ก็อ่านขำๆ เนอะ

 




section #1

บ่ายที่แสนจะร้อนอบอ้าว  มันเย็นสดชื่นอย่างประหลาดเมื่อเราสองคนมาหยุดยืนอยู่ใต้ชานเรือนไม้ทรงไทยที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใบเขียว... บ้านจิมทอมป์สันมีนักแสวงหาศิลปะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาด  ฉันผู้ซึ่งแทบละลายกับแดดร้อนจัดของกรุงเทพ  มองนักท่อง-เที่ยวเหล่านั้น  นั่น,แบ็คแพ็คใบโตๆ ..มันคิดว่ากรุงเทพเป็นป่าเขาหรือวะ ถึงต้องหอบของมากมายไปไหนมาไหนตลอดเวลา, เสื้อยืดพื้นๆ ไม่ก็ลายเบียร์สิงห์ กับกางเกงห้าส่วนสีกากี..เอาเข็มขัด หมวก กะผ้าพันคอหน่อยไหม? พ่อลูกเสือชาวบ้าน, ขนหน้าแข้งอุยๆสีทองแบบไม่ต้องมาย้อมหลอกๆ เหมือนสาวไทยที่เผอิญขนดกแต่คร้านจะแว๊กซ์เลยย้อมสีบังหน้าซะ, และยังอื่นๆ อีกมากมายที่ดูหน้าตาคล้ายกันไปหมด.. ฉันตาลาย  โอ, หรือใครใช้วิชานินจาแยกร่างลอบทำร้ายพวกเราอยู่กันนะ? 

เราพากันไต่บันไดไม้ขึ้นไปชั้นสองตามแผนในหัว  ฝรั่งพุงพลุ้ยกับแหม่มสาวผมหยิกขอดดึงความสนใจเราไว้ไม่ได้อีกต่อไป (ใช่, ถ้าเป็นหนุ่มปลาดิบ-วาซาบิ-ซาชิมิ-อุด้ง ล่ะก็.. เราคงอยากจะแนบชิดแล้วชักชวนเค้า "ขึ้นห้อง" ไปด้วยกันเป็นแน่แท้ อิอิ)

ฉันเดินมึนๆ ไปหยิบสูจิบัตรสีแดงสะท้านที่ตัดฉับด้วยตัวอักษรสีขาววางเลย์เอาท์เรียบง่ายได้ใจความ...แต่นั่นล่ะ ญี่ปุ๊น-ญี่ปุ่น  "ขาว-แดง-เรียบง่าย"  แล้วอยู่ๆเสียงแหววี้ดว้ายก็ดังขึ้น

"แอร๊ยยย  ตุ๊กตากระแด่ดดด!  มีสีให้ระเบยเด้ยย---"
(ว้าย ตุ๊กตากระดาษ! มีสีให้ระบายด้วย)

ชะนีหนุ่มเพื่อนรักอุทานอย่างชอบอกชอบใจ  กรีดนิ้วมือหยิบกระดาษเอสี่ ที่ซีร็อกซ์ไว้เป็นลายตุ๊กตาผู้หญิงใส่บิกินี่ ล้อมด้วยเสื้อผ้าหลากหลายแบบและวัฒนธรรม  ทั้งกิโมโน  ชุดลำลองแบบสากล  รวมไปถึงกระโปรงผ้าทอยาวกรอมเท้า  เดือยยื่นตรงสองบ่าอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นตุ๊กตากระดาษ  ชะนีหนุ่มตั้งท่าถกแขนเสื้อค้นหาสีชอล์กในโหลแก้วตรงหน้าอย่างสาแก่ใจ  ฉันหันหลังให้ประตูห้องจัดแสดงนิทรรศการตรงหน้า  บ้าจี้..หยิบตาม  เออสนุกเว้ย! ระบายสีกัน~  ขณะที่พวกเรากำลังระรื่นจนเกือบลืมจุดมุ่งหมายสำคัญไปเสียสิ้นอยู่นั้น

"น้องครับ  มานั่งระบายสีข้างในก็ได้นะ ข้างนอกมันร้อน"

พี่ผู้ชายตัวเล็กๆ โผล่หน้าออกมาเรียกพวกเราด้วยน้ำเสียงใจดีแบบที่ไม่ได้หลอกไปขายแน่ๆ  ฉันและเพื่อนตวัดสายตาเช็คอุณหภูมิ "ข้างนอกมันร้อน" ที่พี่เขาว่าเพียงครู่  จากนั้นเราสองก็แทบจะถลาเข้าไปตามเสียงเรียกแห่งสวรรค์

ช่ายยย...นี่มันสวรรค์(ชั้นสอง ไม่ใช่ชั้นเจ็ด) แถมยังมีภูเขาฟูจิเสียด้วย!  งานศิลปะชิ้นแรกตั้งตระหง่านรอรับเราที่เบรกกันหน้าทิ่มด้วยวิ่งเข้าไปเร็วสุดแรง  ผ้าสีฟ้าสดมีลายดอกสีขาว ไม่ค่อยต่างอะไรกับลายผ้านวมตามชั้นวางในห้างตรงแผนกเครื่องนอน  ผิดแต่มันผืนใหญ่โต ตระหง่านคลุมอะไรสักอย่างจนได้รูปได้ร่างเหมือนภูเขาย่อมๆยังไงยังงั้น  ขนาดของภูเขาฟูจิลายดอกลูกนี้กินพื้นที่จัดแสดงไปหนึ่งในสาม  ข้างบนเหมือนปากปล่องที่อาบด้วยหิมะสีขาว  มีรูปใบหน้ายิ้มแย้มติดเอาไว้สามด้าน  อา..ฉันนึกถึงใบหน้าจอร์จ วอชิงตัน บนเมานท์รัชมอร์   ขึ้นมาทำไมไม่รู้  แต่มันไม่คล้ายกันสักนิด  อา..ฉันฟุ้งซ่านเต็มที่  ขอบพระคุณมือที่มาคอยกระชากลากถูในตอนนั้นของเพื่อน... ชี(ออร์ ฮี?) พาฉันมาหยุดหน้าผนังยาวที่มีรูปภาพแบบเด็กวาดแปะอยู่เต็มไปหมด  มันอยู่ในส่วนเดียวกับภูเขาสีฟ้าลายดอกนั่นแหละ 



และนี่ คือส่วนจัดแสดงผลงานของ Ozawa Tsuyoshi เอ? ประวัติของเขารวมทั้งผลงานและแนวการทำงาน  ฉันลืมไปหมดแล้ว...อันที่จริงฉันเพียงกวาดสายตาอ่านเร็วๆ แล้วมาหยุดที่เปเปอร์ไกด์ของคุณโอซาวะ

Everyone Likes Someone As You Like Someone
ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน  

ฉันนับถือการคิดชื่อผลงานที่มีเสน่ห์แบบนี้ว่ะ  ความซับซ้อนที่แสนเรียบง่าย  นี่คือเรื่องสนุกอย่างแรก.. ในเปเปอร์ไกด์บอกให้เรา วาดรูป -คนที่รัก- ลงไปในไปรษณียบัตรแล้วนำไปหย่อนบนปากปล่องภูเขา...!  เราเลือกหยิบซองที่วางตั้งอยู่ข้างๆ มาคนละซองตามคำอธิบายของพี่คนเดิม  ในนั้นจะมีไปรษณียบัตรอยู่สองแผ่น  แผ่นหนึ่งมีชื่อกับอายุและรูปเขียนไว้แล้ว  ส่วนอีกแผ่นจะว่างเปล่าเว้นเอาไว้ให้เรา  เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนโดยที่เราจะได้ไปรษณียบัตรที่วาดรูปแล้วเป็นที่ระลึก  ฉันหยิบได้ของเด็กผู้ชายที่ชื่อ Hugo Brice อายุ  9 ขวบ  มาจาก Queensland Art Gallery  รูปของเขาเขียนว่า i'm a boy เด็กชายฮิวโก้อาจจะเข้าใจอะไรผิด  หรืออาจจะต้องการบอกถึงความนับถือตัวเองก็ได้  ฮ่าๆ  จะยังไงก็แล้วฉันก็ชอบภาพที่ไม่ใคร่จะตั้งใจวาดของเขานะ.. แล้วพวกเราก็จับจองโต๊ะตัวเล็กๆ ที่มีโหลใส่สีเมจิกกับสีชอล์กเหมือนตาม nursery เชียวล่ะ  เราวาดรูปกันสนุกสนาน  เสียงหัวเราะของเรามันอาจไร้มารยาทอยู่บ้างสำหรับการชมนิทรรศการศิลปะ  แต่สำหรบงานแสดงครั้งนี้  ฉันว่า...เสียงหัวเราะคือบรรยากาศสำคัญที่ศิลปินอยากให้มีเกิดขึ้นเลยแหละ ^^  ซักพักมีชายหญิงต่างชาติอีกคู่มาขอแบ่งปันสีกับเรา.. ช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าต่างภาษาแต่สามารถสื่อกันเข้าใจด้วยสายตาและรอยยิ้มนั้นทำให้ฉันนึกถึงเรื่องดีๆ อีกมากมาย  อย่างเช่น การช่วยเก็บเศษตังค์ขอทานที่โดนคนเดินผ่านไปมาเตะกระป๋องบนสะพานลอย  ไปจนถึงผู้ชายในชุดพรางสีเหมือนใบไม้แห้งกรอบกับเด็กๆ ผมดำในดินแดนที่ฟุ้งไปด้วยไอฝุ่น.... จะยังไงก็ตาม โต๊ะตัวเล็กๆ ที่เลอะเทอะด้วยสีมากมายมันดูเหมาะเจาะลงตัว  ไม่ว่าจะกับฉัน, คู่รักฝรั่งผมทอง, หรือพี่ผู้หญิงในชุดสีขรึมดูทางการกับทรงผมมัดตึงเคร่งเครียด.. ทุกคนเดินเข้ามาด้วยต่างบานประตู  แต่เมื่อนั่งก้มหน้าก้มตาระบายสีอยู่กับโต๊ะตัวนี้แล้ว...มันก็ยังดูเหมาะเจาะกันอยู่ดี  ฉันเริ่มเข้าใจที่  "ฉัน" ในเรื่อง หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข ของ โยชิโมโตะ บานาน่า  ได้มองเห็นในคนไข้ของเขาขึ้นมาหน่อยๆแล้ว  -ทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว-


เอาละ กลับมาที่ฉันและชะนีที่รัก  ถึงจุดไคลแม็กซ์ของกิจกรรม  นั่นคือการไปหย่อนไปรษณียบัตร  เราสลัดรองเท้าแล้ววิ่งถลาขึ้นไปบนภูเขาผ้านวม! เนื้อผ้าลื่นๆ กับข้างในที่น่าจะเป็นไม้กระดานลาดเอียงอย่างนั้น  สาบานว่าหากใครไม่มีทักษะการปีนทวนสไลเดอร์ล่ะก็..(อนึ่่ง ปีนทวนสไลเดอร์  เป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กอนุบาลผู้ช่ำชองการสไลเดอร์แล้วพอสมควร  จะต้องผ่านการทดสอบ  ซึ่งถือเป็นบทสำคัญ  ก่อนจะริ "ทะโมน" ในขั้นต่อๆไป) เราหย่อนภาพของเราลงไปในรูปปากยิ้มบนปากปล่อง  ทั้งที่ยังสงสัยว่าทำอย่างนั้นไปทำไม?  พี่ใจดีอธิบายเราชัดแจ้งอีกครั้งเมื่อเราได้ทะโมนกับการปีนขึ้นปีนลงภูเขาอย่างไม่อายสายตาและอายุของเราจนหนำใจ.. รูปภาพในนิทรรศการครั้งนี้เป็นของเด็กๆชาวออสเตรีย  ส่วนภาพของเราที่นอนแอ้งแม้งอยู่ก้นภูเขานั้นซักวันหนึ่งข้างหน้าก็อาจถูกใครซักคนนำไปเก็บเป็นภาพที่ระลึกบ้างก็ได้  ฉันถามว่า  แล้วครั้งต่อไปจะจัดที่ประเทศไหนคะ?  พี่บอกว่า.. ญี่ปุ่น


"ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน"

วันนี้ฉันได้รับภาพคนที่เด็กชายฮิวโก้รัก... และซักวัน  ใครคนหนึ่งที่เกาะญี่ปุ่นจะมีภาพของคนที่ฉันรัก  มันคือการแลกเปลี่ยนความรัก...ความรักที่วนเวียนไปมาไม่สิ้นสุดบนโลกใบนี้  ในความเป็นจริงเราไม่อาจแลกเปลี่ยนความรักได้  แต่ถ้าจะหมายถึงการแบ่งปันล่ะ...?





section #2

อย่างที่บอกไว้แต่หัวเอนทรี่  ที่เล่าอย่างละเอียดก็เลยมีแค่งานเดียว  ส่วนข้างล่างต่อไปนี้มาเขียนเอาวันนี้จ้ะ.. -*-  มันก็ไม่ได้ห่างกันนานเท่าไหร่นะ  แต่ด้วยความสมองง่อยสุดขีด  ก็เลยลืมไปแทบจะหมดแล้ว! ประกอบกับช่วงหลังไม่ได้ดูอย่างตั้งใจ  ซึ่งเป็นความพลาดมหันต์สำหรับนิทรรศการที่มีหลายต่อหลายผลงานแบบนี้  ขอโทษด้วยที่ดูเหมือนจะประทับใจกับแค่งานแรกอย่างเดียว  แต่ทุกงานมีความพิเศษหมด  แค่ไม่ได้เอ่ยถึง(ด้วยความที่สมองง่อย...) 



เราขอแนะนำให้คุณมุ่งมาทางผลงานนี้ด้านซ้ายของภููเขาฟูจิทันทีที่คุณระเริงรื่นกับสไลเดอร์ดังที่ว่าเสร็จ  เพราะความเป็นเด็กที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วจะสานต่ออย่างไม่สะดุด!



Dress Up Anime เป็นงานเก๋ๆ ที่ผสมการดีไซน์กับงานแอนิเมชั่น  ของพี่ตั้ม และคุณฮิโรกะ.. (ใช่ไหม? วชิราภรณ์ ลิมวิภูวัฒน์  คือ คุณฮิโรกะผู้แปล ฮิโตะคะเกะ-หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข? อันนี้ไม่แน่ใจแฮะ แต่เห็นนามสกุลแล้วคุ้นไง  ไม่แน่ใจไม่ฟันธงแต่คงใช่..อืม พวกในกะลาก็อย่างนี้  จะพูดอะไรทีเอาแน่นอนไม่ได้เล้ยย)  อันนี้สนุกสนานอีกเหมือนกัน  ร้องกรี๊ดกร๊าดกันลั่นห้องเลยทีเดียว.. ห้องจัดแสดงแยกออกมาต่างหากเพราะมีจอที่เป็นงานแอนิเมชั่นของพี่ตั้ม  และแขวนชุดแปลกๆ ที่เราคงไม่ได้เห็นใครใส่เดินบนถนน(อย่างน้อยก็เมืองไทย) เรากระโจนไปหยิบชุดมาใส่กันตามคำสั่งในเปเปอร์ไกด์ที่แปะอยู่ข้างผนัง.. ดีไซน์ของชุดมีสองแบบ  คือ วงกลม กับ สี่เหลี่ยม  งงกันล่ะสิ  ว่าชุดแบบนี้กับงานแอนิเมชั่นมันเกี่ยวกันได้ไง?  ก็เหมือนฉันตอนแรกๆนั่นละ  แต่เมื่อลองทำตาม... มันคือเกมสนุกๆ ล้นครีเอท! 

แต่อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าอย่าลืมความเป็นเด็ก  แล้วมาสนุกไปกับการเอาตัวมาเคลื่อนไหวให้เป็นส่วนหนึ่งของแอนิเมชั่นกัน!  เกมแรกคือใส่ชุดวงกลมโดยที่จะมีเรื่องของเจ้าหญิงมะม่วง  ยานอวกาศ  แล้วก็นก..!  ไม่อธิบายดีกว่าว่าต้องทำอะไรยังไง  เดี๋ยวไปเล่นแล้วจะไม่สนุกเอา ^^  ปล่อยให้ไปวิ่งโวยวายเหมือนฉันดีกว่า  วะฮ่าๆ  ส่วนที่สองคือใส่ชุดสี่เหลี่ยม... ทำตามทั้งหมดดูจะรู้ว่ามันเก๋มากๆ two thumbs up!


จากนั้นเดินลอดข้างหลังจะผ่านตู้กระจกที่โชว์ผลงานภาพเขียนของ  Morimura Yasumasa และงานผ้ามัดเทคนิคไทยๆ กับรูปแบบกิโมโนอลังการของคุณจารุพัชร อาชวะสมิต   ไม่มีรูปบีคอส...ไม่ได้ถ่าย  ^^" ตรงข้ามกันอีกฝั่งเป็นภาพเขียนของ  Nara Yoshitomo กับเด็กเปรตที่เป็นเอกลักษณ์.. ขอโทษที่เรียกเด็กเปรตนะ  แค่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฮ่าๆ  คุณคนนี้มักจะวาดภาพเด็กที่ดู ร้ายเดียงสา  มีเขี้ยว หน้าขาวซีด  ตาเหลืองเหมือนสัตว์ป่าดุร้าย  แล้วก็ภาพเด็กที่ให้อารมณ์หดหู่  เศร้าซึม  ไม่รู้เป็นไรจู่ๆคิดถึงงานสารนิพนธ์ของพี่ปิ๊กขึ้นมา.. ว่าจะไปขอซื้อเก็บซักเล่ม >__<  เอาและๆ นอกเรื่องงงง


หลังจากภาพเขียนหมดแล้ว  เราก็เข้าไปในโซนหนังสั้นของ พี่เจ้ย-อภิชาติพงษ์ เสียที! เดินผ่านไปผ่านมาฟังเสียงหนังอยู่นาน.. หนังสั้นเรื่องนี้ชื่อว่า  มรกต - Emeral ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องกามนิตที่พูดถึงดวงดาวสองดวงพูดคุยกันจนดับสลายไปในที่สุด  ส่วนเรื่องมรกต  เป็นชื่อของโรงแรมในกรุงเทพที่ปิดตัวไปในช่วงของความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้านในประเทศ  โอ้ย..ไม่พูดไรมากดีกว่า เพราะส่วนหนึ่งลืม(สำคัญสุด)และส่วนหนึ่งคือ.. นอกจาก mv เพลง เพราะฉันและเธอ ของพี่เพชร โอสถานุเคราะห์  ดิฉันก็ไม่เคยดูงานของอภิชาติพงษ์เลยจริงๆ !!  แต่อยากบอกว่าภาพสวยมาก... มากจริงๆ  แต่ไม่กล้าตีความอะไร  เพราะว่าไม่สันทัดกรณี  แต่ความรู้สึกที่ดูมันอวลๆ แล้วในที่สุดก็สงบไป... สงบไปกับกลอนที่ยังต่อไม่จบของป้าเจน

 

จบแล้ว section #2  ที่ง่อยๆ ไปนิด... ไปคราวหน้าจะเกี่ยวให้ได้มากกว่านี้ !!  ยังไม่รู้จะไปมั้ย  แต่งานนี้มี workshopน่าสนใจเยอะเลยแหละ   พลาดแล้วจะเสียดาย ^^" ไงก็เข้าไปเช็คโปรแกรมกันดูที่  บ้านจิมทอมป์สัน  กับ เจแปนฟาวด์เดชั่น  ดูนะจ๊ะ  ไม่ว่าจะชอบกินปลาดิบหรือไม่ชอบก็สมควรไปดูอย่างยิ่งยวด !!!!





 


ข่าวคราวจากทั้งสามท่าน :
http://roundfinger.wordpress.com/
http://songsin.exteen.com/
http://www.lonelytrees.net/

เปิดรับสมัครมิตรรักนักอ่านไปงานเปิดตัวตอนที่ 3 แล้วนะ!  ชื่อตอนเก๋ไก๋ว่า  "ถั่วงอกนั่งรถไฟไปดาวหาง"  >___<  เห็นรูปสถานที่ในบลอคของพี่ทรงกลดแล้ว วี้ดว้าย~  ไม่ได้ไปแตะเชียงใหม่นานเท่าไหร่แล้ว  โอ.. อยากไป !   แต่ความเป็นไปได้มีอยู่ไม่ถึง สิบ เปอร์เซนต์ หรอกว่ะค่ะ  -___-   ไงก็  เชิญไปอ่านรายละเอียดทุกสิ่งอย่างได้ที่  เครือข่ายต้นไม้ใต้โลก  กระตุ้มต่อมอยากกันนะเคอะ! 

โดยเฉพาะ....

ไฮไลท์
• การเดินทางคราวนี้ไม่ธรรมดา เพราะว่า ทรงกลด นิ้วกลม และทรงศีลจะช่วยกันเขียนบันทึกการเดินทางคราวนี้ขึ้นมาเป็นหนังสือ 1 เล่ม
• ผู้ร่วมเดินทางในทริปนี้ย่อมปรากฏกายในหนังสือของเรา
• และแน่นอนว่า เราจะชวนทุกคนมามีส่วนร่วมในการก่อร่างสร้างหนังสือเล่มนี้ด้วย
• มันคือบันทึกการเดินทางที่พวกเราทุกคนเป็นเจ้าของครับ พวกเราแค่เป็นคนเล่าเท่านั้นเอง

หวังว่าจะได้ร่วมเดินทางด้วยกันครับ



อะฮื้ออ~  หนูก็หวังค่ะพี่






บังเอิญแบบโชคดี  ที่วันนึงเปิดเคเบิ้ล แบบเบื่อๆ ไปเจ๊อะ Always นั่งดูอีกครั้งก็ร้องไห้อีกครั้ง.. แล้วไม่ถึงอาทิตย์ภาคสองก็เข้าโรง  ..แน่นอน  รีบแจ้นไปดูเลยค่ะ !  ความจริงได้บัตรฟรีที่เฮ้าส์รอบสองทุ่มด้วย  แต่ว่าไม่ได้ไป  T^T ไม่ผ่านกบว.มามี๊  เศร้ามากกกกก  อยากกลับไปอยู่หอเหมือนเดิมว่ะ  จะได้ทำตัวเหลวแหลกอีก  หึหึ  แล้วก็เลยไปดูที่ลิโด้แทน.. ก็ได้  เชอะ! มีคนดูครึ่งโรงได้มั้ง  มีโอบ้าจังคนนึงมาดูด้วย  กุ๊กบอกว่าชีร้องไห้ตั้งกะเริ่มเรื่องเลยทีเดียว  แต่ดูจบคราวนี้เราไม่ร้องแฮะ  มันแค่ปริ่มๆ  แต่กุ๊กนี่...ร้องไห้ฟืดฟาด 55+




คงเป็นเพราะเพิ่งดูภาค 1 มา  คราวนี้เลยยิ่งรุ้สึกดี  รู้สึกอิน  กว่าเดิมอีก.. แบบมันยังเหลือคำตอบในภาคที่แล้วให้ได้ลุ้นอีกน่ะ  ภาคนี้ทำได้ดีแบบ..เท่าเทียมกัน ^^ คือภาคที่แล้วเหมือนจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของ อ.ชางาวะ กับจุนโนะสุเกะ  แต่ภาคนี้ทำให้คนดูได้รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครประกอบอื่น ๆ มากขึ้น  มีเรื่องของทุกคนเลย  เป็นหนังครอบครัวที่เน้นในแง่ของความอบอุ่น  ดูเหมือนเค้าจะแบ่งเป็นตอนๆของตัวละครให้ดูนะ  ทุกเรื่องมักจะเริ่มด้วยความรู้สึกในแง่ลบอย่างเช่น การสูญเสีย  พลัดพราก  ความโหยหา  ผิดหวังจากความฝัน  แต่ทุกตอนจะสรุปด้วยแง่งามๆ ของการเป็นครอบครัว..

"Family is a wonderful thing"
(เพื่อนร่วมรบของพ่ออิปเปพูด)

น่าจะเป็นคำนิยามให้หนังเรื่องนี้ได้เลยนะ...  หนังแบบที่พูดถึงสิ่งเล็กๆที่เรามักจะมองข้ามเพื่อจะพบว่าเมื่อมองย้อนกลับมาอีกทีแล้วมันยิ่งใหญ่เหลือเกินแบบนี้  เรียกความตื้นตันได้ดีจริงๆเลย  สรุปแล้วว่ามันเป็นหนังที่ดี  ดูแล้วอิ่มเอิบเรื่องนึง  บางทีอาจจะสะเทือนใจไปกับความผิดหวังของตัวละครแต่หนังก็ตบรางวัลคนดูด้วยการแทรกความรู้สึกสวยงามให้ตัุวละครรวมถึงคนดู...จงตั้งตาหวังและฝันกันต่อไป

ภาคนี้ก็ยังชอบเรื่องของคุณหมออยู่เหมือนเดิม  เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตแบบที่... ไม่ต้องเอาชนะก็ได้  เพียงแต่รู้จักอยู่กับความทุกข์  ความทรงจำแย่ๆบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องละทิ้งมันเสมอไป  แต่ก็ไม่ใช่จมอยู่กับมันตลอดเวลา  แค่กอดมันเอาไว้แล้วเดินไปพร้อมๆกับมันอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด  ก็คนเราเลือกจะลืมความทุกข์กันได้ง่ายๆ ซะเมื่อไหร่  ชีวิตคนเรามันมีความทุกข์กันตั้งมากมาย  ถ้าทิ้งไปซะหมดหรือเลือกเก็บเอาไว้ซะหมด  ก็แย่กันพอดีสิ

ตอนที่สุดๆ ของภาคนี้  คงเป็นตอนที่ อ.ชางาวะ นั่งแป้วเพราะไม่ได้รางวัลอาคุตากาวะอย่างที่หวัง  แล้วมาโดนพ่อจุนโนะสุเกะกระแนะกระแหน.. ดูเหมือนคนเป็นนักเขียนเนี่ยจะต้องเจอแต่กับเรื่องเลวร้ายและผิดหวังสินะถึงจะเขียนเป็นงานดีๆ ได้สักชิ้น...  หลายคนพูดเอาไว้ว่า  ข้อผิดพลาดมักมองเห็นชัดกว่าข้อดี  แล้วความทุกข์ก็เหมือนคงจะเหมือนกัน  ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น  ก็ดูเหมือนจะประทับอยู่เนิ่นนานในใจมากกว่าความสุขสมหวัง?  การกลั่นกรองเอาความเจ็บปวดออกมาเขียนดูจะเป็นทางเลือกหลักๆ ที่ใครๆขุดออกมาใช้เป็นดาบแรก  ..เพราะการเขียนสิ่งที่เรารู้จักดีนั้นดีที่สุด..  มันก็คงไม่แปลกเพราะคนเราน่ะรู้จักความทุกข์มากกว่าความสุข  ถูกไหม?


เออ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราซาบซึ้งสะเทือนใจ  หรือฝังความรู้สึกอะไรขนาดนั้นหรอกนะ  ภาคนี้แฮปปี้ดี๊ด๊ากว่าภาคที่แล้วเยอะเลย!  นั่งขำหลายตอนมากๆ  แบบว่าหนังดูมีสีสันขึ้นเยอะ  แล้วฉากจบก็น่าประทับใจมาก  เป็นภาพคลาสสิคซะจริง  ไอ้แสงแบบพระอาทิตย์ตกดินเนี่ย >__<  อยากจะขึ้นไปดูบนโตเกียวทาวเวอร์มั่งซักครั้ง (แต่อย่าเดินแรงเดี๋ยวหอมันสั่น - เหมือนพ่ออิปเปบอก ฮ่าๆๆ)




[Binran+Picnic] Masato Seto's Photo Exhibition





นี่คือ H Gallery ..น่าอยู่เนอะ ว่ามะ?  แม่เราชอบบ้านแบบนี้มากๆ เลยทำให้เราชอบไปด้วย ^^  ความจริงนิทรรศการนี้เค้าจัดมาตั้งกะเดือนกุมภาแล้ว  แต่เราเพิ่งคิดจะมาดูเอาก่อนวันสุดท้าย -"-  เป็นนิทรรศการเล็กๆ ดูไม่ทางการดี

Binran + Picnic คือชื่อนิทรรศการของช่างภาพเชื้อสายญี่ปุ่น-เวียดนาม Masato Seto ที่เคยใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่เมืองไทย .. Binran คือภาพชุดหญิงสาวในร้านขายของที่เป็นตู้กระจกเล็กๆ ตอนกลางคืนของไต้หวัน  ส่วน Picnic เป็นภาพของคู่รักในสวนสาธารณะโตเกียว 


ถ้าไม่บอกอาจจะไม่เชื่อว่าภาพทั้งหมดนั้นเป็นการถ่ายภาพผู้คนแบบไม่ได้ันัดแนะกันล่วงหน้า

พอเดินเข้าไปในแกลอรี่  ซึ่งมีคนดูแลเป็นผู้ชายต่างชาติ..ชาติไรไม่รู้ละ  เดินมาเปิดประตูแล้วอธิบายเราสั้นๆ ก่อนจะทิ้งไกด์ไว้สองสามแผ่น A4 และภาพชุด Picnic ที่อยู่ในส่วนแรกของบ้าน(เออ ก็แกลอรี่นี้มันเหมือนบ้านมากเลยนี่) เดินดูเร็วๆ รอบนึงแล้วประหลาดใจ...แหม ทำไมแต่ละคู่ในภาพมันหน้าตาดีกันจัง? อันนี้ไม่น่าจะใช่รสนิยมส่วนตัวว่าเห็นคนญี่ปุ่นแล้วต้องคิดว่าเค้าหน้าตาดีหรอก(ฮ่าๆๆ) แต่คนพวกนี้...มันนายแบบ นางแบบ มาเองชัดๆ ไม่ใช่เรอะ!? 




ไอ้สิ่งที่เรารู้สึกว่า -หน้าตาดี- เป็นเพราะแต่ละคนแสดงสีหน้าได้ดีมากๆ อย่างกับถ่ายแบบอยู่ยังไงยังงั้น... การแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าทำให้คนเราดูสวยดูหล่อขึ้นทันตาเห็น  ลองนึกภาพนางแบบชื่อดังแต่หน้าแปลกๆ ที่เราเคยเจอตัวจริงแล้วแอบนินทากับเพื่อนว่า  "ไม่เห็นสวยเลยว่ะ"  แต่พอมาเห็นพวกเธอๆ อีกทีในนิตยสาร...แหม ผู้หญิงคนนี้จะดูดีไปไหน!  ก็ใช่อยู่ว่ามันอาศัยเมคอัพแล้วก็การจัดวางท่าทางองค์ประกอบ แสง เงา และอะไรอื่นๆ  แต่ถ้าสีหน้าไม่สื่อ  ก็จบเห่ได้เหมือนกันแหละ  แล้วพวกคนที่เป็นแค่คนธรรมดาๆ ในภาพพวกนี้ล่ะ? มันประหลาดดีใช่มั้ยที่คนดูภาพจะรู้สึกเข้าใจถึงอารมณ์อย่างกับไปนั่งดูคู่รักพวกนี้จู๋จี๋กันใกล้ๆ เลย  ยกความดีให้คนถ่ายสถานเดียว!

คุณมาซาโตะ พูดว่า  เค้าไม่ได้สร้างสรรค์ เพียงแต่เป็นผู้ไปเลือกสรรสิ่งที่จัดวางมาอย่างดีอยู่แล้ว -

เราชอบรูปแรกทางซ้ายตอนเดินเข้าไปมากที่สุด  เป็นรูปคู่รักชายหญิงอายุ ประมาณ ยี่สิบปลายๆแล้วแหละ (ต้องบอกว่า ชายหญิง เพราะหนึ่งในภาพชุดนี้มี ชายกับชายด้วย O_o เดี๋ยวก่อนนะ ภาพชุดนี้เค้าบอกว่า  "คู่รักกว่า 300 คู่ ในสวนสาธารณะโตเกียว" จะมีคู่เพื่อนรักด้วยเหรอ? ก็เด็กผู้ชายในรูปฮิปฮอปซะขนาดนั้น  เอ..ยังไงล่ะเนี่ย? เพื่อน...กูรักมึงว่ะ  เย้ยยย)ฉากสวยมาก  เป็นทุ่งหญ้าสูงๆ ท่วมหัว ที่สองคนนอนเล่นกันอยู่ในนั้น กุ๊๊กบอก ถ้าเป็นที่เมืองไทยหญ้าคงทิ่มตูดตาย  โอ๊ย มันสวยยังกับภาพสแน็ปจากพีวีงามๆเลยแหละ  แต่คิดไปเองเปล่าไม่รู้...เหมือนเป็นคู่รักที่กำลังเจ็บปวด ไม่ก็ต้องตัดสินใจอะไรซักอย่าง  สายตาฝ่ายชายดูสับสน  ส่วนผู้หญิงก็ดูลอยไปไกลๆที่ไหนซักแห่ง  อาจเป็นคู่รักที่ผิดศีลธรรมเช่นครูโรงเรียนประถมกับคุณแม่ของนักเรียนในห้อง  กรั่กๆๆ ก็คิดกันเข้าไปด้ายยย  นอกจากนี้มีอีกคู่เป็นคุณตาคุณยายด้วย  ..แต่ละคู่ก็คงมีเรื่องราวต่างๆ กันไป  สวนสาธารณะเป็นสถานที่กว้างๆ ที่รวบรวมความรู้สึกหลากหลายอย่างของผู้คนหลากหลายแบบ  เราชื่นชมความคิดที่เค้าไปหยิบความรู้สึกเล็กๆ ที่ต่างกันอย่างนั้นออกมาจริงๆ






เลี้ยวเข้ามาทางซ้ายเป็นภาพชุด Binran ที่สีสันมันออกไปคนละโทน คนละเรื่องกับ Picnic เลย..  Binran เป็นภาพของผู้หญิงสาวๆ นุ่งสั้นแต่งตัวชะเวิ้บชะว้าบนั่งประจำอยู่ในร้านที่เป็นตู้กระจกเล็กๆ มีไฟนีออนสีแสบๆ ประดับให้แต่ละร้านดูเด่นกว่ากัน  ดูไปมันเหมือนกล่องใบหนึ่งเลยล่ะ  เป็นกล่องสีสวยๆ จัดจ้านแต่ขัดกันสิ้นเชิงกับสีหน้าของผู้หญิงแต่ละคน.. อีกแล้ว ที่คนในภาพดูสวยไปหมด  ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ไม่ได้มองกล้อง  สายตาแต่ละคนดูอ้างว้าง ซึมๆ แล้วก็ไม่ได้สดใสอย่างสีของหลอดไฟเลย  มีผู้หญิงบางภาพมองกล้องด้วยรอยยิ้มเก้ๆกังๆ  ที่เหมือนกันคือ  สาวๆ เหล่านั้นไม่ได้มีสีหน้ามั่นใจเหมือนกับการเลือกชุดมาใส่ของพวกเธอเอาซะเลย  บางคนใส่ชุดที่เหมือนกับชุดชั้นในยังไงยังงั้น.. เค้าบอกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่คุ้นตาของคนไต้หวันที่ทำงานกลางคืน  ร้านเหล่านี้จะเปิดขายสำหรับพวกที่ขับรถตอนกลางคืนซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ชาย  เพราะงั้นก็เลยต้องแข่งกันเซ๊กซี่ล่ะสินะ? เมื่อมองภาพดีๆ อาจจะได้ยิน...

เหมือนประติมากรรมที่จัดวางอยู่ริมถนนอันแสนอึกทึกวุ่นวาย


CREDIT :
http://www.hgallerybkk.com
-  ศรีนิติ สุวรรณศักดิ์, happening arts!, happen!ng Mar 2008
-  http://www.jfbkk.or.th/event_eg.html