films

ปารีส

posted on 28 Jul 2008 22:54 by croquette  in films




1.

มันอาจเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งในหลายล้านนาที  ของแต่ละวันที่เคลื่อนผ่านไม่รู้จักจบ  ราวกับอยู่บนสายพานที่แล่นไปยังจุดหมายซึ่งไม่มีอะไรรออยู่  มันเป็นเหมือนก้อนกรวดเล็กๆ ขวางบนรางสายพาน 

เราทุกคนรู้สึกถึงได้  แต่กลับทำลืมๆ มันไป





2.

ผู้หญิงคนหนึ่ง  เธอหลงรักปารีสมาก  มหานครแห่งนี้คือเมืองในฝันของเธอ  เธอเรียนภาษาฝรั่งเศส  เก็บเงิน  และมาเหยียบปารีสดังใจฝันในที่สุด  ด้วยวัยกลางคนปลายๆ

ทุกอย่างน่าจะดูดี  เธอไปพิพิธภัณฑ์  ไปสุสาน  เดินเล่นบนถนนอันสวยงามของปารีส  เธอใช้ชีวิตผจญภัยโดยไม่ง้อไกด์และกรุ๊ปทัวร์ 

"เมื่อฉันได้ขึ้นไปบนดาดฟ้า  แล้วมองเห็นตึกสูงของปารีส
ฉันอยากจะหันไปบอกใครซักคนว่า สวยจังนะ
แต่ข้างกายฉัน ...ไม่มีใคร"


ฉันกำลังมองปารีสในมุมเดียวกับเธอ
ฉันไม่รู้จักเธอ  ไม่รู้ว่าเธอเดินทางมาที่นี่ได้ยังไง  สายการบินอะไร  เรียนภาษาฝรั่งเศสกับสถาบันไหน  หรือจริงๆแล้วเธอเป็นคนชาติอะไร  เท่าที่ฉันรู้คือความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงกับเธอมีเพียงสุนัขสองตัวรออยู่ที่บ้าน... และความจริงก็คงมีเพียงเท่านั้น




3.

โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรามักเสียเวลาไปกับเรื่องที่  "ไม่อยากจะทำ"  "ไม่เต็มใจจะทำ"  หรือ  "จำเป็นต้องทำ"  มากกว่าสิ่งที่อยากทำจริงๆ

คนเรามักเก็บเรื่องที่อยากทำเอาไว้หลังสุดเสมอ  อย่างเช่น  เก็บลูกชิ้นกุ้งไว้กินหลังคีบเส้น เขี่ยผัก และซดน้ำจนหมดชามก๋วยเตี๋ยวแล้ว  นัยว่าให้รางวัลกับตัวเอง  หรืออย่างวลีที่ได้ยินบางคนยึดเอาเป็นคติประจำตัวว่า  ขยันหาเงินเข้า ตอนแก่จะได้สบาย

ใครๆ ก็ต่างหวังความสบายในบั้นปลายชีวิต  บางคนทนเบื่อหน่ายกับเรื่องซ้ำซากเป็นสิบๆ ปี  เพียงเพื่อบั้นปลายชีวิตที่เหลือให้ได้สบายอยู่ริบหรี่




4.

เธอดูยิ้มแย้มร่าเริงเมื่อเดินอยู่บนถนนในกรุงปารีสที่เธอใฝ่ฝัน  ได้พูดภาษาฝรั่งเศสที่เธอเรียนมานาน  ได้ทำอะไรต่อมิอะไรที่เธออยากทำเมื่อพูดถึงปารีส 

แต่ทั้งหมดเหล่านั้น, โดยลำพัง



ปารีสได้ชุบชีวิตเธอ  และในขณะเดียวกันก็ปลุกความโดดเดี่ยวขึ้นมาด้วย

คนบางคนได้รู้ว่าตัวเองเหงาก็ต่อเมื่อมีความสุข
เพราะว่า สุข จนอยากจะพูดให้ใครซักคนฟัง 
ทว่า, ไม่มีใคร



ฉันยังมองดูมหานครแห่งรักในมุมเดียวกับที่เธอมอง  ประกายระยิบระยับเหล่านั้น,จัดจ้า-แสบตา  ดูเหมือนทุกหนแห่งของที่นี่จะแวดล้อมไปด้วยสีสันและความอ่อนหวานที่จัดจ้าแสบตา 

จนฉันได้แต่ซุกหน้ากับแผ่นหลังของเธอ























จาก
Paris,Je Ta'im #14th arrondissement

ดูหนังของคนบางคน

posted on 12 May 2008 18:06 by croquette  in films


เวลาดูหนังเนี่ย  เลือกดูกันจากอะไรเหรอ?



เนื่องจากช่วงนี้ปิดเทอมแล้วเราก็ว่างม้ากกกก  เลยกลับมาดูหนังอีกแล้ว -___-  บอกว่ากลับมาแต่ไม่ใช่ว่าเลิกดู  5 5   แต่มันเป็นอารมณ์แบบว่ามานั่งดูจริงจัง  เพราะเวลาเปิดเทอมเงี้ย  ก้อต้องปั่นๆๆ งาน  แล้วก้อทำเรื่องบันเทิงอื่นๆ (เช่น  ไปในที่ที่คนเอาตัวสีกัน..) แต่พอเปิดเทอมตารางชีวิตมันนิ่งสนิท  ไม่มีข้ออ้างให้ออกไปแร่ดได้ข้างนอก  เราจึงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน  นั่งพับเพียบเป็นนกน้อยในกรงทอง  5 5   ก็ว่าไปนั่น  จริงๆมันไมได้แย่หรอก  เออ อยู่บ้านน่ะไม่ได้แย่ขนาดนั้น  ออกจะแฮปปี้และมีความสุข  ได้พักผ่อนแบบไม่รู้จะพักยังไงแล้ว  เพราะว่าตัวเองขี้เกียจ  ไม่เรียนซัมเม่ออย่างคนอื่นเค้า  (เดี๋ยวเมิงจะรู้พออยู่ีปีสาม  วะฮี่ๆ)



เออ กลับมาเรื่องดูหนัง..  ไอ่การเลือกที่พูดเนี่ยหมายถึงเวลาไปร้านวิดีโออย่างไม่รู้จะดูอะไร  ก็ต้องไปยืนเลือกๆๆๆ  ซึ่งตามร้านมันไม่ได้มีอะไรมากมายซักเท่าไหร่หรอกเอาเข้าจริงๆ  เกินกว่าครึ่งในร้านวิดีโอ(ธรรมดาทั่วๆไปที่ทุกคนคุ้นเคย) มักจะมีหนังที่เรา  ยี้  อยู่เสมอ... หนังยี้ที่เราหลีกเลี่ยงจะดู  ไม่ว่าจะด้วยมันไม่น่าสนใจ  เป็นหนังที่วางเอาไว้เพื่อการรกชั้นวางมากๆ  5 5  ก็หนังอะไรพวกนั้นแหละ  แต่ว่าหนังดีๆมันก็มี  แล้วหนังดีๆ ซ่อนอยู่ลึกๆมันก็มีอีกเหมือนกัน  

ไอ้การตามล่าหาหนังแบบเนี้ย  ถ้าไม่มีข้อมูลในหัวอย่างเช่นว่า  ไปอ่านรีวิวมาก่อน  หรือเป็นหนังชื่อคุ้นๆที่ไม่เคยดู  ก็คงจะยาก  แต่พักนี้เราใช้วิธีว่าตามหาหนังที่ คนบางคน พูดถึง...   คนบางคนนี่ก็ต้องเลือกเหมือนกันนะ  5 5  อย่างเช่น พวกคนที่เรานับถือวิถีชีวิตเค้า  นับถือความคิด  แอบปลื้มหน้าตา(อันนี้เริ่มไร้สาระ  แต่เป็นเหตุผลสำคัญ  อ้าว)  ก้อสรุปคือบรรดาคนที่เราปลื้มทั้งหลายแหล่

แล้วมันก็ตลกดี  ที่ช่วงนี้อยู่ๆได้ดูหนังที่คนพวกนั้นพูดถึงหมดเลย
ก็มีอันที่ไปหาเช่ามาดูเอง  แล้วก็อันที่บังเอิญเปิดเจอในช่องเคเบิ้ลด้วยแหละ





Magnolia   ** เคยเขียนถึงแล้วในบลอคแฟนเอวกะเด้ง


เป็นหนังที่มี(คนที่หน้าเหมือนเปิ้นมากๆ อย่าง ) ทอม ครูซ แสดงนำ..  โอวว  เป็นหนังน่าดุที่มีนักวิจารณ์พูดถึงกันอย่างมากมายด้วย  ความรู้สึกหลังจากดู....ก็ไม่พูดไรมาก  ไม่สันทัดกรณี  -__-  แต่ก็พบว่าเป็นหนังที่ saved me อย่างที่เค้าบอกจริงๆ  คือมันจะพูดถึงเรื่องราวของคนหลายๆ แบบ ที่มีเรื่องให้รู้สึกถึงความล้มเหลวความพ่ายแพ้ในรูปแบบต่างๆ กัน  แต่ที่สุดแล้วมันก็จะผ่านพ้นไปได้ โฮโซมิซังเอ้ยย  บางทีประโยคนี้ที่บางคนเค้าพูด  ...แล้วเราจะเรียนรู้กันได้ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดพลาดเท่านั้นน่ะเหรอ?  มันอาจจะจริงก็ได้ล่ะมั้ง  เราก็ไม่รู้  หนูเพิ่ง 19 คร้า~ 55*5   แต่หนังเรื่องนี้ใช้ความเกี่ยวโยงของคนมาเล่าแบบมีเสน่ห์มากมาย  แถมยังมีเพลงเพราะพริ้งงง ในตอนเกือบๆท้ายของเรื่องด้วย  ซึ่งเป็นเพลงที่โฮโซมิพูดถึงในไดอารี่นั่นเอง  ในหนังให้ตัวละครแต่ละตัวร้องคลอตามเพลง  ทั้งเสียง คนแก่ เด็ก ผู้หญิง เกย์เฒ่า(?) และทอม ครูซ  (ฮริ้ววว)  มันฟังแล้ว อะฮื้อออ มากๆ น่ะ T^T 

แล้วก็โปสเตอร์ที่เอามาแปะให้ดู  อันนี้เป็นหนึ่งในหลายๆเวอชั่นนะ  แต่ชอบอันนี้... เป็นฝนกบ  ซึ่งเป็นฉากอันฮือฮาของหนังเรื่องนี้มากๆ ว่าผู้กำกับนั้นจงใจจะบอกอะไร  แต่สำหรับเรา  เออะ... มันค่อนข้างแขยง  55  จริงๆนะ  แบบว่าเกลียดพวกกบเขียดอะไรเงี้ย  แล้วอยู่ๆในหนังที่กำลังเป็นจุดไคลแม็กซ์แบบตื่นเต้นมาก  ก็มีเสียงกบตกลงมาเป็นพันๆ หมื่นๆตัว  ตกลงมาตามจำนวนเม็ดฝนปกติน่ะคิดดู  เสียงกบหล่นแอ้กบนถนนเนี่ยยย ฟังแล้วหยึยยย มากๆ แล้วยังมีเลือดกบเต็มกระจกรถไปหมด     มันมีตอนนึงที่ PR ของรายการโทรทัศน์ตอบคำถามพ่อหนูอัจฉริยะในเรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องการพยากรณ์อากาศว่าคนพยากรณ์น่ะอยู่นอกโลกอย่างนั้นเหรอถึงรู้ว่าฝนจะตก  PRคนนั้นก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า  ฝนตกน่ะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ....  แล้วถ้าอย่างนั้นไอ้การฝนตกลงมาเป็นกบล่ะ?  บางทีอาจจะเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนกันล่ะมั้ง  ก็ชีวิตคนเราอย่างน้อยมันก็ต้องมีเรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นบ้างไม่ใช่เหรอ?  เรื่องที่แปลกประหลาดหรือบังเอิญ ไง  เพราะงั้นการที่มีฝนตกลงมาเป็นกบเองก็ถือว่าเป็น "ธรรมชาติ" เหมือนกันสินะ?  55 พอเถอะๆ

เอาเป็นว่าเราสนุกสนานกับหนังยาวๆเรื่องนี้มากมาย  แล้วเพลงก็เพราะจริงๆ ^^  เอาเนื้อเพลงมาฝากกัน  ลองไปหาฟังดูนะ  แต่ฟังตอนดูดีวีดีไปจะอินกว่ามาก  ฮา..


Wise Up
by  Aimee Mann

It's not what you thought
When you first began it.
You got, what you want
You can hardly stand it though
By now you know

It's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up

You're sure, there's a cure
And you have finally found it.
You think, one drink
Will shrink you 'till you're underground
And living down

But it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up

Prepare a list for what you need
before you sign away the deed

Cause it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up.

No it's not going to stop
Till you wise up
No it's not going to stop
So just give up







John Q.



เรื่องนี้เคยอยากดูมากๆๆๆ เมื่อนานแล้ว  เพราะมีคนบางคนพูดว่า  ดูกี่รอบก็น้ำตาไหล  ก็เลยอยากรู้ว่ามันซึ้งอะไรขนาดนั้น  เคยเดินไปร้านวิดีโอแล้วก็กำลังจะเช่า  แต่เห็นหน้าปก บวกกับชื่อภาษาไทยแล้วมันไม่ใช่แนวแฮะ  ณ ตอนนั้นคิดเอาเองว่า  โอววว คงจะแอคชั่นเลือดสาดล่ะสินะ

แต่ว่าในที่สุดก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้  เพราะมีวันนึงอยากเช่าให้ได้ครบจำนวนโปรโมชั่น!
ก็มานั่งดูอย่างไม่ได้คาดหวังอะไร...  การดูโดยไม่ได้คาดหวังนี่มันเป็นเรื่องสำคัญนะ  เพราะบางครั้งบางเรื่องเวลาเข้าไปดูแบบคาดหวังแล้วมักจะออกมาตรงกันข้ามเสมอ  ซึ่งก็อาจไม่ใช่ความผิดของตัวหนัง  แต่เป็นเพราะคนดูอย่างเรา ชอบไปคิดเอง ก็ได้



ส่วน John Q  ดูเสร็จแล้วรู้สึกว่า.. มันเป็นหนังที่ดี  ดีมากๆ เรื่องนึง  ทั้งประทับใจในความรักอันสุดแสนจะซาบซึ้งและมันก็ไม่ได้เกินเลยในความเป็นจริงเลย  ความรักที่มีต่อใครสักคนมากๆ ขนาดนั้นอาจทำให้เราตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ลงไป  มันทั้งดูโง่  ดูผิด  ดูขวางโลก  บางทีก็ดูเป็นคนเลว?  แต่ว่ามีประโยคนึงที่บอกว่า  "สังคมบีบบังคับให้เราทำอะไรชั่วๆ"  ประมาณนี้น่ะ   มันเป็นประโยคที่โพล่งออกมาแล้วความวุ่นวายใจของเราที่ดูในตอนนั้นสิ้นสุดลง  มันเป็นความวุ่นวายใจที่เกิดจากว่า...อะไรกันแน่ที่ถูกหรือผิด?  ในเรื่องจอห์นทำการยึดโรงพยาบาลเพียงเพื่อต้องการจะให้ลูกของเค้าซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจได้มีรายชื่อเข้ารับการผ่าตัด  ซึ่งการผ่าตัดนั้นจะต้องมีการวางมัดจำก่อนเป็นเงินจำนวนมหาศาลและครอบครัวขนาดกลางๆที่กำลังย่ำแย่ของเค้าก็ไม่มีเงินขนาดนั้น  ไม่ว่าจะทำทุกทางทั้งการเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆ  หรือไปขอกู้กับกองทุนต่างๆ  ซึ่งแสดงถึงความไม่เท่าเทียม  ความเอาเปรียบของหน่วยงานนั่นนี่  ซึ่งมันเป็นปัญหาจริงๆเลยของสังคมทุกวันนี้  ทุกประเทศทุกพื้นที่มันเป็นอย่างนี้หมดสินะ  แล้วเมื่อเข้าตาจนจริงๆ  ลูกของเค้ากำลังจะตายและโรงพยาบาลก็แสนจะขูดเลือดขูดเนื้อ  จอห์นก็เลยต้องวางแผนแบบไม่โปรเอาซักกะนิดเพื่อขู่โรงพยาบาล  โดยตามธรรมชาติของหนังต้องปั้นคนให้ดูให้อยู่ฝ่ายตัวเอก  หนังเรื่องนี้ก็ทำแบบนั้นแต่ว่าเค้าเสนอมุมของฝ่ายตรงข้ามตัวเอกอย่าง ผอ.สาวของโรงพยาบาล  และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สมจริงและน่าคล้อยตามด้วยมากๆ  คนดูจะรู้สึกเข้าใจทั้งในภาคของจอห์นคิวแล้วก็คนอื่นๆ  มันเป็นปัญหาที่ตกทอดมาจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ  อย่างเรื่องของนโยบายโรงพยาบาล  เรื่องการทำงานของตำรวจ  ทุกอย่างมันไม่ได้มีแค่มุมเดียวเลย  ในเหตุการณ์นึงบางทีเราไม่รู้จะสงสารใคร  ไม่รู้จะโทษว่าเป็นความผิดใคร... 



ที่ร้องไห้เพราะดูเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ซึ้ง  แต่ว่ามันหดหู่ไปหมด  มันเป็นหนังแอคชั่นที่ระทึกอารมณ์สมกับชื่อเรื่องภาคไทยเลย  แต่ว่า...ไม่มีแรงจะไปตื่นเต้นกับฉากเหล่านั้นซักกะนิด  หดหู่ไปหมดจริงๆ




เพิ่งบอกให้ต้องไปดูหนังเรื่องนี้  แล้วมันก้อเมสเซจมาบอกความประทับใจที่มีอย่างล้นเหลือ  5 5  เรากับต้องคิดเหมือนกันว่า  อีจอห์นคิวเนี่ย  จบเพราะหน้าปกดีวีดีจริงๆ  5 5  พวกไม่แนวแอคชั่นก็พากันเมิน  ทั้งที่จริงมันเป็นหนังดีออกขนาดนี้แท้ๆ  !!





 

Cube 2  :  Hypercube



เรื่องสุดท้ายไม่พูดอะไรมาก  ไม่ใช่แนวอีกแล้ว  5 5  แต่ชอบตรงที่เค้าใช้ฉากเป็นห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ใส่แนวคิดอะไรแบบโลกไซเบอร์ที่หรูหราฟู่ฟ่าจริงๆ  เราไม่เคยดูภาค 1  แห่ะ  แต่อันที่คนบางคนบอกว่าชอบน่ะเป็นภาค 1  แอบไปหารีวิวอ่านหลายคนบอกว่าภาค 1 ดูดีกว่าสนุกกว่า  แต่ภาคนี้ไฮโซตรงหลักการและไอเดียของอีห้องลูกบาศก์  ฮาๆ   แต่ว่าค่อนข้างจะทึ่งกับหลักการทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่เอามาเป็นโครงเรื่องนี้จริงๆ เลย  โอ, มันทำขึ้นในโลกตอนนี้จริงๆได้เลยใช่มั้ยน่ะ?

แต่โอวว เรื่องนี้ไม่มีอะไรจะให้พูดแห่ะ  -__-  แต่ว่ามันก็เป็นหนังนอกสายตาอีกเรื่องที่สมควรแล้วที่ได้ดู  อะฮื้มม~







เอนทรี่หน้าอยากพูดเรื่องหนังอีก   5 5  หาอะไรมาคั่นก่อนดีล่ะ?



 

 


บังเอิญแบบโชคดี  ที่วันนึงเปิดเคเบิ้ล แบบเบื่อๆ ไปเจ๊อะ Always นั่งดูอีกครั้งก็ร้องไห้อีกครั้ง.. แล้วไม่ถึงอาทิตย์ภาคสองก็เข้าโรง  ..แน่นอน  รีบแจ้นไปดูเลยค่ะ !  ความจริงได้บัตรฟรีที่เฮ้าส์รอบสองทุ่มด้วย  แต่ว่าไม่ได้ไป  T^T ไม่ผ่านกบว.มามี๊  เศร้ามากกกกก  อยากกลับไปอยู่หอเหมือนเดิมว่ะ  จะได้ทำตัวเหลวแหลกอีก  หึหึ  แล้วก็เลยไปดูที่ลิโด้แทน.. ก็ได้  เชอะ! มีคนดูครึ่งโรงได้มั้ง  มีโอบ้าจังคนนึงมาดูด้วย  กุ๊กบอกว่าชีร้องไห้ตั้งกะเริ่มเรื่องเลยทีเดียว  แต่ดูจบคราวนี้เราไม่ร้องแฮะ  มันแค่ปริ่มๆ  แต่กุ๊กนี่...ร้องไห้ฟืดฟาด 55+




คงเป็นเพราะเพิ่งดูภาค 1 มา  คราวนี้เลยยิ่งรุ้สึกดี  รู้สึกอิน  กว่าเดิมอีก.. แบบมันยังเหลือคำตอบในภาคที่แล้วให้ได้ลุ้นอีกน่ะ  ภาคนี้ทำได้ดีแบบ..เท่าเทียมกัน ^^ คือภาคที่แล้วเหมือนจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของ อ.ชางาวะ กับจุนโนะสุเกะ  แต่ภาคนี้ทำให้คนดูได้รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครประกอบอื่น ๆ มากขึ้น  มีเรื่องของทุกคนเลย  เป็นหนังครอบครัวที่เน้นในแง่ของความอบอุ่น  ดูเหมือนเค้าจะแบ่งเป็นตอนๆของตัวละครให้ดูนะ  ทุกเรื่องมักจะเริ่มด้วยความรู้สึกในแง่ลบอย่างเช่น การสูญเสีย  พลัดพราก  ความโหยหา  ผิดหวังจากความฝัน  แต่ทุกตอนจะสรุปด้วยแง่งามๆ ของการเป็นครอบครัว..

"Family is a wonderful thing"
(เพื่อนร่วมรบของพ่ออิปเปพูด)

น่าจะเป็นคำนิยามให้หนังเรื่องนี้ได้เลยนะ...  หนังแบบที่พูดถึงสิ่งเล็กๆที่เรามักจะมองข้ามเพื่อจะพบว่าเมื่อมองย้อนกลับมาอีกทีแล้วมันยิ่งใหญ่เหลือเกินแบบนี้  เรียกความตื้นตันได้ดีจริงๆเลย  สรุปแล้วว่ามันเป็นหนังที่ดี  ดูแล้วอิ่มเอิบเรื่องนึง  บางทีอาจจะสะเทือนใจไปกับความผิดหวังของตัวละครแต่หนังก็ตบรางวัลคนดูด้วยการแทรกความรู้สึกสวยงามให้ตัุวละครรวมถึงคนดู...จงตั้งตาหวังและฝันกันต่อไป

ภาคนี้ก็ยังชอบเรื่องของคุณหมออยู่เหมือนเดิม  เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตแบบที่... ไม่ต้องเอาชนะก็ได้  เพียงแต่รู้จักอยู่กับความทุกข์  ความทรงจำแย่ๆบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องละทิ้งมันเสมอไป  แต่ก็ไม่ใช่จมอยู่กับมันตลอดเวลา  แค่กอดมันเอาไว้แล้วเดินไปพร้อมๆกับมันอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด  ก็คนเราเลือกจะลืมความทุกข์กันได้ง่ายๆ ซะเมื่อไหร่  ชีวิตคนเรามันมีความทุกข์กันตั้งมากมาย  ถ้าทิ้งไปซะหมดหรือเลือกเก็บเอาไว้ซะหมด  ก็แย่กันพอดีสิ

ตอนที่สุดๆ ของภาคนี้  คงเป็นตอนที่ อ.ชางาวะ นั่งแป้วเพราะไม่ได้รางวัลอาคุตากาวะอย่างที่หวัง  แล้วมาโดนพ่อจุนโนะสุเกะกระแนะกระแหน.. ดูเหมือนคนเป็นนักเขียนเนี่ยจะต้องเจอแต่กับเรื่องเลวร้ายและผิดหวังสินะถึงจะเขียนเป็นงานดีๆ ได้สักชิ้น...  หลายคนพูดเอาไว้ว่า  ข้อผิดพลาดมักมองเห็นชัดกว่าข้อดี  แล้วความทุกข์ก็เหมือนคงจะเหมือนกัน  ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น  ก็ดูเหมือนจะประทับอยู่เนิ่นนานในใจมากกว่าความสุขสมหวัง?  การกลั่นกรองเอาความเจ็บปวดออกมาเขียนดูจะเป็นทางเลือกหลักๆ ที่ใครๆขุดออกมาใช้เป็นดาบแรก  ..เพราะการเขียนสิ่งที่เรารู้จักดีนั้นดีที่สุด..  มันก็คงไม่แปลกเพราะคนเราน่ะรู้จักความทุกข์มากกว่าความสุข  ถูกไหม?


เออ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราซาบซึ้งสะเทือนใจ  หรือฝังความรู้สึกอะไรขนาดนั้นหรอกนะ  ภาคนี้แฮปปี้ดี๊ด๊ากว่าภาคที่แล้วเยอะเลย!  นั่งขำหลายตอนมากๆ  แบบว่าหนังดูมีสีสันขึ้นเยอะ  แล้วฉากจบก็น่าประทับใจมาก  เป็นภาพคลาสสิคซะจริง  ไอ้แสงแบบพระอาทิตย์ตกดินเนี่ย >__<  อยากจะขึ้นไปดูบนโตเกียวทาวเวอร์มั่งซักครั้ง (แต่อย่าเดินแรงเดี๋ยวหอมันสั่น - เหมือนพ่ออิปเปบอก ฮ่าๆๆ)