events

NMBH:Dancin' in a circle(of friends)

posted on 15 Jun 2008 23:22 by croquette  in events


คอนเสิร์ต สบายใจ~

No More Belts' happening
music and art festival
ตอน Circle of Friends
 


แฮปปี้ๆ (^-^)/  วู้ววววว...
คนไม่มากมาย  แสงสีอลัง  แล้วทุกคนก็สุดยอด !
โอวว  เป็นคอนเสิร์ต 9 ชั่วโมง  ที่แฮปปี้จริงๆ ..เก้าชั่วโมง !?  ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อนะนั่น

ก็เพิ่งรู้นะว่างานนี้เค้าทำกันเองกับมือหมดจริงๆ (นอกจากขนเวที + ลากสายไฟ 5 5 )  ก้อไม่มีไรจะรายงานเป็นเรื่องเป็นราวอะ  นอกจากจะบอกว่า....โชคดีจริงๆ แหละ ที่ได้ไปดู!!



ชอบคอนเซ็ปงานนี้ที่ว่าด้วยเรื่องของ  "มิตรภาพ"  แล้วมันก็สื่อออกมาให้รู้สึกแบบนั้นได้จริงๆ ด้วย  ขอพูดในฐานะคนดูว่าไม่มีอะไรจะอิ่มไปกว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน... 

วงกลมที่เราไม่ได้แค่มองอยู่ข้างนอกเฉยๆ แต่กระโดดเข้าไปร่วมเดินอยู่ด้วย! 


นอกจากความ -คุณภาพจริงๆ-  ของศิลปินงานนี้ที่อยากชมเชย  แล้วก็อยากขอบคุณบรรยากาศด้วย... บรรยากาศดีจริงๆ !  เป็นกันเองแบบสุดๆ ทั้งที่เวทีอลังการจริงๆนะ  แสงงาม  กราฟฟิกดีออกอย่างนั้นแต่เหมือนมาดู exhibition  ที่เอาทั้งเพลง หนังสือ เสื้อ งานศิลปะมาโชว์กันของเพื่อนเลย  5 5   เป็นงานน่ารัก  กันเอง  แล้วก็ คุ้มหู!!



คุ้มหู.. ชอบคำเนี้ย  เหมาะเลย



ตอนแรกแอบบ่นกันแหละว่าบัตรแพงๆ  แต่ว่าก็ซื้อ  อยากไป อยากดู อยากฟัง  ทั้งที่จริงๆ เราก็ไม่ใช่ ชาวโนมอร์เบลท์ซะเท่าไหร่  ไม่ใช่แฟนคลับ Friday  ไม่ได้กรี๊ดวงไหนพิเศษขนาดต้องตามไปดูอะไรอย่างนั้น  ทุกวงที่เล่นงานนี้ไม่ได้พิเศษกับเราจริงๆนะ  แต่เป็นวงที่ฟังอยู่ตลอดทั้งนั้น....ก็เท่านั้นแหละ  วงที่ชอบเป็นพิเศษ  กับ  วงที่ฟังตลอด  มันดูคล้ายกันเนอะ?  แต่ว่าต่างกันมากโข 

อืม..เหมือนการที่เราชอบกินทุเรียนหมอนทองแต่ว่าก่อนนอนต้องดื่มน้ำส้ม  อะไรยังงั้นไง  5 5




พูดเรื่องบัตรแพงแล้วขอเอามารวมกับเรื่องงานเดียวกันกับวันที่มีคอนเสิร์ตเมื่อวานหน่อย.. 
ขณะที่คุณแป้งและเพื่อนสาวอีกสามนางระรื่นกันอยู่ในคอนเสิร์ต  เพื่อนสาวหัวใจปลาดิบของเราคนหนึ่งก็ไประเริงอยู่ักับฝูงชนเสื้อน้ำเงินในสนามบอล  เหอๆ  ชีไปในฐานะคนไทย(เออ - จริงๆกุก็คนไทยอยู่แล้วน่ะ  : เพื่อนสาวนางนั้น) ที่ตั้งใจไปดูคนเชียร์บอล ไทย-ญี่ปุ่น เมื่อวาน  แล้วชีก็ประสบความสำเร็จเพราะว่าค่อนสนามใส่น้ำเงินกันทะลักทลาย  คุยกะไอ่กุ๊กแป๊บเดียวแต่พอรู้ว่าจากอารมณ์ไปดูคนเชียร์บอลอย่างที่ตั้งใจ  ก็มีแอบบ่นด้วยเลือดรักชาติเล็กน้อยว่า....คนไทยแม่งไปดูกันน้อยชิบหาย!

เออนะ ก็มันเสียตังค์เข้าดูนี่หว่า..  ก็เลยน่ะแหละ! รู้ๆกัน 
โถๆๆๆ



มันอาจคนละเรื่องก็จริง  แต่ว่าคอนเสิร์ตเมื่อวานนี้ก็คนน้อยเหมือนกัน! 
เจเจมอลล์เคยโดนคุณแป้งสบถใส่เมื่องาน...อะไรซักอย่าง  ที่จัดที่นั่นแล้วปรากฎคนเยอะเกิ๊นน  ที่แคบเกิ๊นนนน  แต่มาคราวนี้  โอววว มันช่างปลอดโปร่งโล่งสบายอะไรอย่างนี้  ตอนแรกก็คิดว่าคงจะคนเยอะล่ะมั้ง  วงดีๆ มารวมกันอย่างนี้   แต่ผลปรากฎก็นั่นแหละ....  รู้ๆกัน !


360.-  นี่มันคงจะแพงเกินกว่าที่วัยรุ่นไทย(ของพี่เชี่ยง)จะรับได้สินะ   หึหึ  ก็ตลกดี  บางคอนเสิร์ตบัตรหมดถล่มทลายแลกกับการที่คนดูยืนโบกเพนไลท์ฟังนักร้องอ้าปากพะงาบ!  ...เอาน่ะ  อย่าไปจิกกัด  ช่วยเข้าใจความชอบส่วนตัวกันบ้างไรบ้างงงงงงง


สองปีก่อน(หรือว่านานกว่านั้น?)  มีคอนเสิร์ตดีๆ  ศิลปินเจ๋งๆ  งานดีชะมัดแล้วบัตรถูกได้ใจ  มันดีไปหมด  แต่พอถึงวันงานจริงๆ  เกิดต้องเสียอารมณ์ด้วยความที่บัตรถูกเกิน...!  คนเยอะไม่เท่าไหร่  แต่พวกคนที่ซื้อบัตรเข้ามาทำอย่างอื่นกันน่ะสิ  ห้าสิบบาท- เหมือนเอาเงินมาโยนทิ้งแลกกับเข้ามาโชว์พาว ทำไรบางอย่าง  แบบว่ามันไม่ใช่น่ะ  ช่วยคิดนิดนึง...


บัตรแพงก็ไม่มีคนดู  บัตรถูกก็เข้ามาตีกัน... โอ !



แต่ว่าเรื่องที่บ่นข้างบนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้วนะ...มั้ง?  หรือว่าไม่ค่อยรู้เรื่องก็ไม่รู้  เพราะว่าก็ไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่  หึหึ  แบบว่ามันต้องสะสมแต้มไง  5 5  นั่นแหละ ก็บ่นเรื่องเก่าๆ ไปอย่างนั้นเอง..  ก็เข้าใจว่าคนเรามันมีหลายประเภท เนาะ?  ตีกันมันเอาท์ไปแล้ววววว   อีนี้เอามาพูดอีก  ช่างไม่รู้เรื่องจริ๊งงง




กลับมาเรื่องคอนเสิร์ตอีกนิด...

ไม่มีรูปมาลงแห่ะ  เพราะว่าโปรแกรมหายไปตั้งนานแล้ว  ไม่ได้หามาลงซะที  แล้วรูปจากมือถือก็มิได้บูตุ๊ดให้ใคร  ถึงบูไปก็ไม่เจอพวกมัน  -*-  แต่ขอย้ำอีกทีว่ารู้สึกดีๆมากมายกับคอนเสิร์ตนี้   แฮปปี้ดี๊ด๊า  แล้วก็ยังบ้าบอ สไตล์ีอีคุณแป้งเช่นเดิม... สงสารเจ๊  ว่าพ้นงานนี้ได้กลายเป็นขี้ปากเราอีกแล้ว  หลังจากเลิกตอแยเค้าไปนาน  5 5   กรี๊ดดดดด  เจ๊... >//<  


งานนี้ได้ฟังเพลงที่ไม่เคยฟังเล่นสดมาก่อนเยอะมาก  พี่ปอยยังสุดยอดเหมือนเดิม  พี่ปอยมีลงมาใกล้ชิดกับแฟนเพลงข้างล่างด้วย  ตรงหน้าพวกเดี๊ยนเลยแต่มิได้เข้าไปกระแซะ  ยืนลอบมองด้วยระยะห่างประมาณหนึ่งศอก... 5 5  กลับบ้านมาฟังอัลบั้มพี่ปอยแล้วยังรู้สึกเหมือนมาร้องให้ฟังอยู่ข้างหู  คือเสียงแกไม่ต่างกับในซีดีเลยแม้แต่น้อย!  โอววว  คุ้มหูค่า ~



วงที่จะมิเอ่ยถึงมิได้เลยก็คือ...  มอร์นิ่งง...มุสุเมะ!  เฮ้ย ไม่!!  Morning Surfers  อุกรี๊ดดด----  ไม่ได้ป๊ะหน้ากันนานจริงๆ นานมากกกก  นานจนพี่ก้วยเปลี่ยนลุคใหม่  จำไม่ได้จริงๆนะนั่น  แล้วพี่เต่าก็เป็นเมโทรไปแล้ว(รถไฟใต้ดิน?  ...-*- จะบ้าเรอะ?)  พี่เชี่ยงดี๊ด๊ามากกกก  วัยรุ่นนนไทยย  เย้ววว!   5 5   เป็นวงที่ดี๊ด๊าที่สุด  เอ่ออ รองจากพี่โด๋วที่ตลกตลอดงาน  -____-  จะตลกไปไหนไม่รู้  รู้แต่ไอ่แป้งนั่งขำตลอดเลย  แฟนแฮพเพนนิ่งกะโนมอคนอื่นเนี่ยเส้นลึกกันหรือไงวะ?  รอบข้างเงียบกริบเชียว  รึว่าแอบขำในใจ  5 5  เออ ลืมพูดถึงคนดูนะ  คนดูเรียบร้อยกันอะ  ด้วยวัยรึเปล่า?  เฮ้ยยย  อย่ามาาาา   มีคุณลุงคนนึงมากับลูกชายด้วย  อายุน่าจะเกิน 45 แล้วแหละ  แล้วลุงแกก็จะโดนแซวตลอดงาน  ตลกกันได้อีก~


แล้วงานวันนี้ MVP  ที่คุณแป้ง คุณหมิว  มอบโล่ให้ด้วยความเต็มใจก็คือ  พี่อั๋น -ร้องนำ Moon  >___<   โออววว  ต้องบอกก่อนว่าเราเพิ่งเคยดูวงนี้เล่นสดเป็นครั้งแรก  ครั้งแรกจริงๆเลยแหละ  นอกจากเสียงคุณภาพ  แล้วก็เล่นมันมากกกกก  ขอชมเชยลูกอ้อนด้วย  5 5   อ้อนเปล่าไม่รู้  บางทีเค้าอาจพูดออกมาจากใจจริงแต่เอาใจเราไปเลย!  คือเค้าก็ออกตัวก่อนว่า  เพลงของวงเค้าน่ะไม่ค่อยมีคนรู้จักหรอกนะ...  ก็จริงๆน่ะแหละ  คือคนดูเมื่อวานจะเงียบๆ  แบบออกแนวนั่ง  ใช้หัวใจฟังเพลงอะไรประมาณนั้น  เพลงมันจะตายแต่ไม่ค่อยลุกกัน(นอกจากโดนบังคับเชื้อเชิญให้ลุก..)  แล้วมีตอนนึงของวงมูน  นักร้องนำก็พูดว่า  ..ถ้าเป็นวงที่ดังแล้วมีคนร้องตามก็คงไม่อะไร  แต่สำหรับพวกเรา ผมดีใจมาก...  อะไรแนวๆนี้ขอโทษทีคำพูดอาจผิดเพี้ยน  แล้วเสียงปรบมือให้มูนก็กระหึ่มเลย  รับรู้ได้ว่าคนดูก็พยายามให้กำลังใจกันนะ  ส่วนพวกเรานี้ก็ปลื้มกันไป   แล้วก็คิดว่าถ้าวงนี้มีซิงเกิ้ลใหม่ออกมาอีก  มีเล่นสดที่ไหนอีกก็อยากจะตามไปดูนะ ^^  


ช่วงน่ารักสุดๆ ก็คือก่อนจบงานที่เป็นวง  NMBH เหมือนรวมดาวออกมาร้องเพลงด้วยกันเนี่ย  >_____<   เหมือนเห็นภาพประวัติศาสตร์อยู่เลยอะ  เว่อไปม่ะ!?  แต่จริงๆ นะ

บนเวทีแฮปปี้กันมากๆ  คนดูก็แฮปปี้ด้วยเหมือนกัน  คงเพราะความรู้สึกมันส่งถึงกันได้ล่ะมั้งเนอะ...  วู้วววว  มันช่างเป็น คอนเสิร์ต feel good จริงๆ  ประทับใจจนอยากเขียนถึงให้ดีๆนะ  แต่ทำไมคุณแป้งชอบมีปัญหาเวลาอยากจะถ่ายทอดอะไรซักอย่างวะ?  พักนี้ยิ่งเล่าเรื่องตลกแล้วแป้กอยู่ตลอดเวลาด้วย... สงสัยจะมีปัญหาด้านการสื่อสารจริงๆ  โอววว  นี่นอกจากจะมีปัญหาสุขภาพรุมเร้ายังไม่พออีกเรอะ??




แต่ว่ามิตรภาพเนี่ย... ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็มี  แม้แต่ที่ที่แห้งแล้งสุดๆ   เร่งรีบสุดๆ  ที่ที่แทบจะไม่มีใครใส่ใจกัน  แต่ว่ามันต้องมีอยู่แน่ๆ  อย่างน้อย  เมื่อเรารู้สึกว่ากำลังมองหามิตรภาพ  นั่นก็คือการเริ่มต้นมิตรภาพแล้ว  พูดมาถึงตรงนี้แล้วนึกถึงเพลงนี้ของวงๆนึงที่ทำท่าเหมือนกำลังจะยุบ  T^T  โอเค  ไม่ได้บอกว่ายุบ  แค่บอกว่า  "ทำท่าเหมือนจะ.."


 

Dancing In A Circle
By  ELLEGARDEN

Out of nowhere we gathered here
Looking for a cover and human touch
On the morning of leaving
My packed baggage reminds me of the first day I got here
This is the place where we started
Where we shared good time and bad time
Vans are ready to load
Glance at the cave

Glad meetings and sad partings
Time to leave this hideout

We've been dancing in a circle
We gathered around the candles of each one of us
Though we're gonna have to leave here sometime
I found myself wishing for just one more second
Let our souls guide us

We waited for the storm to pass
In this hideout holding together
Pain of losing
Pleasures of gaining
We have a lot of good stories

Though graffitti we painted fade
This cave will still hold our friendships
Finish the last meal
No more looking back

Encounters mean a lot to me
You're my good fellows

Misunderstanding We had many of them
Misguided efforts Now they are funny stories
Hard time we shared a few laughs and many memories
Moving vans are loaded
Goodbye





เพลงครึกครื้น  แต่จริงๆแล้วเนื้อหามันเศร้าเหมือนกันนะ  ตอนจะจบม.6 ฟังเพลงนี้แล้วหดหู่ด้วย  ทั้งที่อีคนร้องมันโดดกันมันซะขนาดนั้น  5 5  เสมอๆอีวงนี้....ชอบทำเพลงให้คนโดดกันไปก็ซึ้งกันไปทุกทีเลย  เช่อะ  ถึงในเพลงจะยืนยันว่ามิตรภาพที่เรามีมันไม่ได้เปลี่ยนไป  แต่การที่ต้องไปจากสถานที่ที่มีแต่ความทรงจำดีๆอยู่มากมายมันก็เศร้านะ  มิตรภาพอาจไม่สำคัญที่ช่วงเวลา  หรือสถานที่ก็จริง  แม้ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงแต่เรารู้ว่ามันยังอยู่ก็จริง  แต่ว่าบางทีสิ่งที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้สิ่งที่มีตัวตนที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกมันก็สำคัญด้วยเหมือนกัน



..เขียนยืดยาวอีกแล้ว  ไปอาบน้ำนอนฟังซีดี NMBH ดีกว่า~






ไปนิทรรศการต้มยำปลาดิบมาแล้วครั้งนึง  เมื่อวันศุกร์ ก่อนสงกรานต์  แต่คิดว่าจะไปอีก (-3-) เพราะว่าชอบมาก!  นี่มันสวนสนุกชัดๆ !!  แต่รู้สึกว่ายังดูอะไรได้ไม่ทั่วเท่าไหร่เลย  เพราะว่ารีบด้วยล่ะมั้ง  รีบพาพงศ์ไปช้อปปิ้งต่อ  อีนี่...เบียดเบียนความสำราญกันซะจริง  เป็นนิทรรศการเล็กๆ แต่สนุกจัง  จะว่าเล็กก็ไม่เชิงนะถ้าดูจากชื่อศิลปินล่ะก็..  สำหรับคนสนใจเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่  บ้านจิมทอมป์สัน  นะคะ  ปิดเทอมว่างๆงี้ไปหาอะไรสนุกสนานแบบไม่เสียตังทำกันดีกว่า  ฮ่าๆๆ นี่ก็เน้นไม่เสียตังเรื่อยเลย -*- 

เอาแหละ! ข้างล่างนี่คือสิ่งที่เขียนพอกลับมาบ้านวันนั้น.. ไม่ค่อยยุติธรรมไปหน่อยเพราะเล่าละเอียดยิบแค่ไม่กี่งานเอง(ความจริงแค่งานเดียวด้วยซ้ำเหอะ..) เป็นเพราะว่าเขียนทิ้งเอาไว้แล้วเกิดขี้เกียจพอกลับมาอีกทีก็จำอะไรไม่ได้แล้ว  ไม่อยากเขียนไอ้ที่ไม่ค่อยมั่นใจน่ะ ^^"  แล้วคราวนี้เขียนแบบบ้าบอ  ฮ่าๆ  เอาสาระอะไรไม่ได้นักหรอก  เพราะไม่ใช่พวกสันทัดกรณีอยู่แล้ว~ เขียนขำๆ ก็อ่านขำๆ เนอะ

 




section #1

บ่ายที่แสนจะร้อนอบอ้าว  มันเย็นสดชื่นอย่างประหลาดเมื่อเราสองคนมาหยุดยืนอยู่ใต้ชานเรือนไม้ทรงไทยที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใบเขียว... บ้านจิมทอมป์สันมีนักแสวงหาศิลปะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาด  ฉันผู้ซึ่งแทบละลายกับแดดร้อนจัดของกรุงเทพ  มองนักท่อง-เที่ยวเหล่านั้น  นั่น,แบ็คแพ็คใบโตๆ ..มันคิดว่ากรุงเทพเป็นป่าเขาหรือวะ ถึงต้องหอบของมากมายไปไหนมาไหนตลอดเวลา, เสื้อยืดพื้นๆ ไม่ก็ลายเบียร์สิงห์ กับกางเกงห้าส่วนสีกากี..เอาเข็มขัด หมวก กะผ้าพันคอหน่อยไหม? พ่อลูกเสือชาวบ้าน, ขนหน้าแข้งอุยๆสีทองแบบไม่ต้องมาย้อมหลอกๆ เหมือนสาวไทยที่เผอิญขนดกแต่คร้านจะแว๊กซ์เลยย้อมสีบังหน้าซะ, และยังอื่นๆ อีกมากมายที่ดูหน้าตาคล้ายกันไปหมด.. ฉันตาลาย  โอ, หรือใครใช้วิชานินจาแยกร่างลอบทำร้ายพวกเราอยู่กันนะ? 

เราพากันไต่บันไดไม้ขึ้นไปชั้นสองตามแผนในหัว  ฝรั่งพุงพลุ้ยกับแหม่มสาวผมหยิกขอดดึงความสนใจเราไว้ไม่ได้อีกต่อไป (ใช่, ถ้าเป็นหนุ่มปลาดิบ-วาซาบิ-ซาชิมิ-อุด้ง ล่ะก็.. เราคงอยากจะแนบชิดแล้วชักชวนเค้า "ขึ้นห้อง" ไปด้วยกันเป็นแน่แท้ อิอิ)

ฉันเดินมึนๆ ไปหยิบสูจิบัตรสีแดงสะท้านที่ตัดฉับด้วยตัวอักษรสีขาววางเลย์เอาท์เรียบง่ายได้ใจความ...แต่นั่นล่ะ ญี่ปุ๊น-ญี่ปุ่น  "ขาว-แดง-เรียบง่าย"  แล้วอยู่ๆเสียงแหววี้ดว้ายก็ดังขึ้น

"แอร๊ยยย  ตุ๊กตากระแด่ดดด!  มีสีให้ระเบยเด้ยย---"
(ว้าย ตุ๊กตากระดาษ! มีสีให้ระบายด้วย)

ชะนีหนุ่มเพื่อนรักอุทานอย่างชอบอกชอบใจ  กรีดนิ้วมือหยิบกระดาษเอสี่ ที่ซีร็อกซ์ไว้เป็นลายตุ๊กตาผู้หญิงใส่บิกินี่ ล้อมด้วยเสื้อผ้าหลากหลายแบบและวัฒนธรรม  ทั้งกิโมโน  ชุดลำลองแบบสากล  รวมไปถึงกระโปรงผ้าทอยาวกรอมเท้า  เดือยยื่นตรงสองบ่าอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นตุ๊กตากระดาษ  ชะนีหนุ่มตั้งท่าถกแขนเสื้อค้นหาสีชอล์กในโหลแก้วตรงหน้าอย่างสาแก่ใจ  ฉันหันหลังให้ประตูห้องจัดแสดงนิทรรศการตรงหน้า  บ้าจี้..หยิบตาม  เออสนุกเว้ย! ระบายสีกัน~  ขณะที่พวกเรากำลังระรื่นจนเกือบลืมจุดมุ่งหมายสำคัญไปเสียสิ้นอยู่นั้น

"น้องครับ  มานั่งระบายสีข้างในก็ได้นะ ข้างนอกมันร้อน"

พี่ผู้ชายตัวเล็กๆ โผล่หน้าออกมาเรียกพวกเราด้วยน้ำเสียงใจดีแบบที่ไม่ได้หลอกไปขายแน่ๆ  ฉันและเพื่อนตวัดสายตาเช็คอุณหภูมิ "ข้างนอกมันร้อน" ที่พี่เขาว่าเพียงครู่  จากนั้นเราสองก็แทบจะถลาเข้าไปตามเสียงเรียกแห่งสวรรค์

ช่ายยย...นี่มันสวรรค์(ชั้นสอง ไม่ใช่ชั้นเจ็ด) แถมยังมีภูเขาฟูจิเสียด้วย!  งานศิลปะชิ้นแรกตั้งตระหง่านรอรับเราที่เบรกกันหน้าทิ่มด้วยวิ่งเข้าไปเร็วสุดแรง  ผ้าสีฟ้าสดมีลายดอกสีขาว ไม่ค่อยต่างอะไรกับลายผ้านวมตามชั้นวางในห้างตรงแผนกเครื่องนอน  ผิดแต่มันผืนใหญ่โต ตระหง่านคลุมอะไรสักอย่างจนได้รูปได้ร่างเหมือนภูเขาย่อมๆยังไงยังงั้น  ขนาดของภูเขาฟูจิลายดอกลูกนี้กินพื้นที่จัดแสดงไปหนึ่งในสาม  ข้างบนเหมือนปากปล่องที่อาบด้วยหิมะสีขาว  มีรูปใบหน้ายิ้มแย้มติดเอาไว้สามด้าน  อา..ฉันนึกถึงใบหน้าจอร์จ วอชิงตัน บนเมานท์รัชมอร์   ขึ้นมาทำไมไม่รู้  แต่มันไม่คล้ายกันสักนิด  อา..ฉันฟุ้งซ่านเต็มที่  ขอบพระคุณมือที่มาคอยกระชากลากถูในตอนนั้นของเพื่อน... ชี(ออร์ ฮี?) พาฉันมาหยุดหน้าผนังยาวที่มีรูปภาพแบบเด็กวาดแปะอยู่เต็มไปหมด  มันอยู่ในส่วนเดียวกับภูเขาสีฟ้าลายดอกนั่นแหละ 



และนี่ คือส่วนจัดแสดงผลงานของ Ozawa Tsuyoshi เอ? ประวัติของเขารวมทั้งผลงานและแนวการทำงาน  ฉันลืมไปหมดแล้ว...อันที่จริงฉันเพียงกวาดสายตาอ่านเร็วๆ แล้วมาหยุดที่เปเปอร์ไกด์ของคุณโอซาวะ

Everyone Likes Someone As You Like Someone
ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน  

ฉันนับถือการคิดชื่อผลงานที่มีเสน่ห์แบบนี้ว่ะ  ความซับซ้อนที่แสนเรียบง่าย  นี่คือเรื่องสนุกอย่างแรก.. ในเปเปอร์ไกด์บอกให้เรา วาดรูป -คนที่รัก- ลงไปในไปรษณียบัตรแล้วนำไปหย่อนบนปากปล่องภูเขา...!  เราเลือกหยิบซองที่วางตั้งอยู่ข้างๆ มาคนละซองตามคำอธิบายของพี่คนเดิม  ในนั้นจะมีไปรษณียบัตรอยู่สองแผ่น  แผ่นหนึ่งมีชื่อกับอายุและรูปเขียนไว้แล้ว  ส่วนอีกแผ่นจะว่างเปล่าเว้นเอาไว้ให้เรา  เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนโดยที่เราจะได้ไปรษณียบัตรที่วาดรูปแล้วเป็นที่ระลึก  ฉันหยิบได้ของเด็กผู้ชายที่ชื่อ Hugo Brice อายุ  9 ขวบ  มาจาก Queensland Art Gallery  รูปของเขาเขียนว่า i'm a boy เด็กชายฮิวโก้อาจจะเข้าใจอะไรผิด  หรืออาจจะต้องการบอกถึงความนับถือตัวเองก็ได้  ฮ่าๆ  จะยังไงก็แล้วฉันก็ชอบภาพที่ไม่ใคร่จะตั้งใจวาดของเขานะ.. แล้วพวกเราก็จับจองโต๊ะตัวเล็กๆ ที่มีโหลใส่สีเมจิกกับสีชอล์กเหมือนตาม nursery เชียวล่ะ  เราวาดรูปกันสนุกสนาน  เสียงหัวเราะของเรามันอาจไร้มารยาทอยู่บ้างสำหรับการชมนิทรรศการศิลปะ  แต่สำหรบงานแสดงครั้งนี้  ฉันว่า...เสียงหัวเราะคือบรรยากาศสำคัญที่ศิลปินอยากให้มีเกิดขึ้นเลยแหละ ^^  ซักพักมีชายหญิงต่างชาติอีกคู่มาขอแบ่งปันสีกับเรา.. ช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าต่างภาษาแต่สามารถสื่อกันเข้าใจด้วยสายตาและรอยยิ้มนั้นทำให้ฉันนึกถึงเรื่องดีๆ อีกมากมาย  อย่างเช่น การช่วยเก็บเศษตังค์ขอทานที่โดนคนเดินผ่านไปมาเตะกระป๋องบนสะพานลอย  ไปจนถึงผู้ชายในชุดพรางสีเหมือนใบไม้แห้งกรอบกับเด็กๆ ผมดำในดินแดนที่ฟุ้งไปด้วยไอฝุ่น.... จะยังไงก็ตาม โต๊ะตัวเล็กๆ ที่เลอะเทอะด้วยสีมากมายมันดูเหมาะเจาะลงตัว  ไม่ว่าจะกับฉัน, คู่รักฝรั่งผมทอง, หรือพี่ผู้หญิงในชุดสีขรึมดูทางการกับทรงผมมัดตึงเคร่งเครียด.. ทุกคนเดินเข้ามาด้วยต่างบานประตู  แต่เมื่อนั่งก้มหน้าก้มตาระบายสีอยู่กับโต๊ะตัวนี้แล้ว...มันก็ยังดูเหมาะเจาะกันอยู่ดี  ฉันเริ่มเข้าใจที่  "ฉัน" ในเรื่อง หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข ของ โยชิโมโตะ บานาน่า  ได้มองเห็นในคนไข้ของเขาขึ้นมาหน่อยๆแล้ว  -ทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว-


เอาละ กลับมาที่ฉันและชะนีที่รัก  ถึงจุดไคลแม็กซ์ของกิจกรรม  นั่นคือการไปหย่อนไปรษณียบัตร  เราสลัดรองเท้าแล้ววิ่งถลาขึ้นไปบนภูเขาผ้านวม! เนื้อผ้าลื่นๆ กับข้างในที่น่าจะเป็นไม้กระดานลาดเอียงอย่างนั้น  สาบานว่าหากใครไม่มีทักษะการปีนทวนสไลเดอร์ล่ะก็..(อนึ่่ง ปีนทวนสไลเดอร์  เป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กอนุบาลผู้ช่ำชองการสไลเดอร์แล้วพอสมควร  จะต้องผ่านการทดสอบ  ซึ่งถือเป็นบทสำคัญ  ก่อนจะริ "ทะโมน" ในขั้นต่อๆไป) เราหย่อนภาพของเราลงไปในรูปปากยิ้มบนปากปล่อง  ทั้งที่ยังสงสัยว่าทำอย่างนั้นไปทำไม?  พี่ใจดีอธิบายเราชัดแจ้งอีกครั้งเมื่อเราได้ทะโมนกับการปีนขึ้นปีนลงภูเขาอย่างไม่อายสายตาและอายุของเราจนหนำใจ.. รูปภาพในนิทรรศการครั้งนี้เป็นของเด็กๆชาวออสเตรีย  ส่วนภาพของเราที่นอนแอ้งแม้งอยู่ก้นภูเขานั้นซักวันหนึ่งข้างหน้าก็อาจถูกใครซักคนนำไปเก็บเป็นภาพที่ระลึกบ้างก็ได้  ฉันถามว่า  แล้วครั้งต่อไปจะจัดที่ประเทศไหนคะ?  พี่บอกว่า.. ญี่ปุ่น


"ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน"

วันนี้ฉันได้รับภาพคนที่เด็กชายฮิวโก้รัก... และซักวัน  ใครคนหนึ่งที่เกาะญี่ปุ่นจะมีภาพของคนที่ฉันรัก  มันคือการแลกเปลี่ยนความรัก...ความรักที่วนเวียนไปมาไม่สิ้นสุดบนโลกใบนี้  ในความเป็นจริงเราไม่อาจแลกเปลี่ยนความรักได้  แต่ถ้าจะหมายถึงการแบ่งปันล่ะ...?





section #2

อย่างที่บอกไว้แต่หัวเอนทรี่  ที่เล่าอย่างละเอียดก็เลยมีแค่งานเดียว  ส่วนข้างล่างต่อไปนี้มาเขียนเอาวันนี้จ้ะ.. -*-  มันก็ไม่ได้ห่างกันนานเท่าไหร่นะ  แต่ด้วยความสมองง่อยสุดขีด  ก็เลยลืมไปแทบจะหมดแล้ว! ประกอบกับช่วงหลังไม่ได้ดูอย่างตั้งใจ  ซึ่งเป็นความพลาดมหันต์สำหรับนิทรรศการที่มีหลายต่อหลายผลงานแบบนี้  ขอโทษด้วยที่ดูเหมือนจะประทับใจกับแค่งานแรกอย่างเดียว  แต่ทุกงานมีความพิเศษหมด  แค่ไม่ได้เอ่ยถึง(ด้วยความที่สมองง่อย...) 



เราขอแนะนำให้คุณมุ่งมาทางผลงานนี้ด้านซ้ายของภููเขาฟูจิทันทีที่คุณระเริงรื่นกับสไลเดอร์ดังที่ว่าเสร็จ  เพราะความเป็นเด็กที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วจะสานต่ออย่างไม่สะดุด!



Dress Up Anime เป็นงานเก๋ๆ ที่ผสมการดีไซน์กับงานแอนิเมชั่น  ของพี่ตั้ม และคุณฮิโรกะ.. (ใช่ไหม? วชิราภรณ์ ลิมวิภูวัฒน์  คือ คุณฮิโรกะผู้แปล ฮิโตะคะเกะ-หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข? อันนี้ไม่แน่ใจแฮะ แต่เห็นนามสกุลแล้วคุ้นไง  ไม่แน่ใจไม่ฟันธงแต่คงใช่..อืม พวกในกะลาก็อย่างนี้  จะพูดอะไรทีเอาแน่นอนไม่ได้เล้ยย)  อันนี้สนุกสนานอีกเหมือนกัน  ร้องกรี๊ดกร๊าดกันลั่นห้องเลยทีเดียว.. ห้องจัดแสดงแยกออกมาต่างหากเพราะมีจอที่เป็นงานแอนิเมชั่นของพี่ตั้ม  และแขวนชุดแปลกๆ ที่เราคงไม่ได้เห็นใครใส่เดินบนถนน(อย่างน้อยก็เมืองไทย) เรากระโจนไปหยิบชุดมาใส่กันตามคำสั่งในเปเปอร์ไกด์ที่แปะอยู่ข้างผนัง.. ดีไซน์ของชุดมีสองแบบ  คือ วงกลม กับ สี่เหลี่ยม  งงกันล่ะสิ  ว่าชุดแบบนี้กับงานแอนิเมชั่นมันเกี่ยวกันได้ไง?  ก็เหมือนฉันตอนแรกๆนั่นละ  แต่เมื่อลองทำตาม... มันคือเกมสนุกๆ ล้นครีเอท! 

แต่อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าอย่าลืมความเป็นเด็ก  แล้วมาสนุกไปกับการเอาตัวมาเคลื่อนไหวให้เป็นส่วนหนึ่งของแอนิเมชั่นกัน!  เกมแรกคือใส่ชุดวงกลมโดยที่จะมีเรื่องของเจ้าหญิงมะม่วง  ยานอวกาศ  แล้วก็นก..!  ไม่อธิบายดีกว่าว่าต้องทำอะไรยังไง  เดี๋ยวไปเล่นแล้วจะไม่สนุกเอา ^^  ปล่อยให้ไปวิ่งโวยวายเหมือนฉันดีกว่า  วะฮ่าๆ  ส่วนที่สองคือใส่ชุดสี่เหลี่ยม... ทำตามทั้งหมดดูจะรู้ว่ามันเก๋มากๆ two thumbs up!


จากนั้นเดินลอดข้างหลังจะผ่านตู้กระจกที่โชว์ผลงานภาพเขียนของ  Morimura Yasumasa และงานผ้ามัดเทคนิคไทยๆ กับรูปแบบกิโมโนอลังการของคุณจารุพัชร อาชวะสมิต   ไม่มีรูปบีคอส...ไม่ได้ถ่าย  ^^" ตรงข้ามกันอีกฝั่งเป็นภาพเขียนของ  Nara Yoshitomo กับเด็กเปรตที่เป็นเอกลักษณ์.. ขอโทษที่เรียกเด็กเปรตนะ  แค่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฮ่าๆ  คุณคนนี้มักจะวาดภาพเด็กที่ดู ร้ายเดียงสา  มีเขี้ยว หน้าขาวซีด  ตาเหลืองเหมือนสัตว์ป่าดุร้าย  แล้วก็ภาพเด็กที่ให้อารมณ์หดหู่  เศร้าซึม  ไม่รู้เป็นไรจู่ๆคิดถึงงานสารนิพนธ์ของพี่ปิ๊กขึ้นมา.. ว่าจะไปขอซื้อเก็บซักเล่ม >__<  เอาและๆ นอกเรื่องงงง


หลังจากภาพเขียนหมดแล้ว  เราก็เข้าไปในโซนหนังสั้นของ พี่เจ้ย-อภิชาติพงษ์ เสียที! เดินผ่านไปผ่านมาฟังเสียงหนังอยู่นาน.. หนังสั้นเรื่องนี้ชื่อว่า  มรกต - Emeral ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องกามนิตที่พูดถึงดวงดาวสองดวงพูดคุยกันจนดับสลายไปในที่สุด  ส่วนเรื่องมรกต  เป็นชื่อของโรงแรมในกรุงเทพที่ปิดตัวไปในช่วงของความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้านในประเทศ  โอ้ย..ไม่พูดไรมากดีกว่า เพราะส่วนหนึ่งลืม(สำคัญสุด)และส่วนหนึ่งคือ.. นอกจาก mv เพลง เพราะฉันและเธอ ของพี่เพชร โอสถานุเคราะห์  ดิฉันก็ไม่เคยดูงานของอภิชาติพงษ์เลยจริงๆ !!  แต่อยากบอกว่าภาพสวยมาก... มากจริงๆ  แต่ไม่กล้าตีความอะไร  เพราะว่าไม่สันทัดกรณี  แต่ความรู้สึกที่ดูมันอวลๆ แล้วในที่สุดก็สงบไป... สงบไปกับกลอนที่ยังต่อไม่จบของป้าเจน

 

จบแล้ว section #2  ที่ง่อยๆ ไปนิด... ไปคราวหน้าจะเกี่ยวให้ได้มากกว่านี้ !!  ยังไม่รู้จะไปมั้ย  แต่งานนี้มี workshopน่าสนใจเยอะเลยแหละ   พลาดแล้วจะเสียดาย ^^" ไงก็เข้าไปเช็คโปรแกรมกันดูที่  บ้านจิมทอมป์สัน  กับ เจแปนฟาวด์เดชั่น  ดูนะจ๊ะ  ไม่ว่าจะชอบกินปลาดิบหรือไม่ชอบก็สมควรไปดูอย่างยิ่งยวด !!!!





 


ข่าวคราวจากทั้งสามท่าน :
http://roundfinger.wordpress.com/
http://songsin.exteen.com/
http://www.lonelytrees.net/

เปิดรับสมัครมิตรรักนักอ่านไปงานเปิดตัวตอนที่ 3 แล้วนะ!  ชื่อตอนเก๋ไก๋ว่า  "ถั่วงอกนั่งรถไฟไปดาวหาง"  >___<  เห็นรูปสถานที่ในบลอคของพี่ทรงกลดแล้ว วี้ดว้าย~  ไม่ได้ไปแตะเชียงใหม่นานเท่าไหร่แล้ว  โอ.. อยากไป !   แต่ความเป็นไปได้มีอยู่ไม่ถึง สิบ เปอร์เซนต์ หรอกว่ะค่ะ  -___-   ไงก็  เชิญไปอ่านรายละเอียดทุกสิ่งอย่างได้ที่  เครือข่ายต้นไม้ใต้โลก  กระตุ้มต่อมอยากกันนะเคอะ! 

โดยเฉพาะ....

ไฮไลท์
• การเดินทางคราวนี้ไม่ธรรมดา เพราะว่า ทรงกลด นิ้วกลม และทรงศีลจะช่วยกันเขียนบันทึกการเดินทางคราวนี้ขึ้นมาเป็นหนังสือ 1 เล่ม
• ผู้ร่วมเดินทางในทริปนี้ย่อมปรากฏกายในหนังสือของเรา
• และแน่นอนว่า เราจะชวนทุกคนมามีส่วนร่วมในการก่อร่างสร้างหนังสือเล่มนี้ด้วย
• มันคือบันทึกการเดินทางที่พวกเราทุกคนเป็นเจ้าของครับ พวกเราแค่เป็นคนเล่าเท่านั้นเอง

หวังว่าจะได้ร่วมเดินทางด้วยกันครับ



อะฮื้ออ~  หนูก็หวังค่ะพี่






[Binran+Picnic] Masato Seto's Photo Exhibition





นี่คือ H Gallery ..น่าอยู่เนอะ ว่ามะ?  แม่เราชอบบ้านแบบนี้มากๆ เลยทำให้เราชอบไปด้วย ^^  ความจริงนิทรรศการนี้เค้าจัดมาตั้งกะเดือนกุมภาแล้ว  แต่เราเพิ่งคิดจะมาดูเอาก่อนวันสุดท้าย -"-  เป็นนิทรรศการเล็กๆ ดูไม่ทางการดี

Binran + Picnic คือชื่อนิทรรศการของช่างภาพเชื้อสายญี่ปุ่น-เวียดนาม Masato Seto ที่เคยใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่เมืองไทย .. Binran คือภาพชุดหญิงสาวในร้านขายของที่เป็นตู้กระจกเล็กๆ ตอนกลางคืนของไต้หวัน  ส่วน Picnic เป็นภาพของคู่รักในสวนสาธารณะโตเกียว 


ถ้าไม่บอกอาจจะไม่เชื่อว่าภาพทั้งหมดนั้นเป็นการถ่ายภาพผู้คนแบบไม่ได้ันัดแนะกันล่วงหน้า

พอเดินเข้าไปในแกลอรี่  ซึ่งมีคนดูแลเป็นผู้ชายต่างชาติ..ชาติไรไม่รู้ละ  เดินมาเปิดประตูแล้วอธิบายเราสั้นๆ ก่อนจะทิ้งไกด์ไว้สองสามแผ่น A4 และภาพชุด Picnic ที่อยู่ในส่วนแรกของบ้าน(เออ ก็แกลอรี่นี้มันเหมือนบ้านมากเลยนี่) เดินดูเร็วๆ รอบนึงแล้วประหลาดใจ...แหม ทำไมแต่ละคู่ในภาพมันหน้าตาดีกันจัง? อันนี้ไม่น่าจะใช่รสนิยมส่วนตัวว่าเห็นคนญี่ปุ่นแล้วต้องคิดว่าเค้าหน้าตาดีหรอก(ฮ่าๆๆ) แต่คนพวกนี้...มันนายแบบ นางแบบ มาเองชัดๆ ไม่ใช่เรอะ!? 




ไอ้สิ่งที่เรารู้สึกว่า -หน้าตาดี- เป็นเพราะแต่ละคนแสดงสีหน้าได้ดีมากๆ อย่างกับถ่ายแบบอยู่ยังไงยังงั้น... การแสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าทำให้คนเราดูสวยดูหล่อขึ้นทันตาเห็น  ลองนึกภาพนางแบบชื่อดังแต่หน้าแปลกๆ ที่เราเคยเจอตัวจริงแล้วแอบนินทากับเพื่อนว่า  "ไม่เห็นสวยเลยว่ะ"  แต่พอมาเห็นพวกเธอๆ อีกทีในนิตยสาร...แหม ผู้หญิงคนนี้จะดูดีไปไหน!  ก็ใช่อยู่ว่ามันอาศัยเมคอัพแล้วก็การจัดวางท่าทางองค์ประกอบ แสง เงา และอะไรอื่นๆ  แต่ถ้าสีหน้าไม่สื่อ  ก็จบเห่ได้เหมือนกันแหละ  แล้วพวกคนที่เป็นแค่คนธรรมดาๆ ในภาพพวกนี้ล่ะ? มันประหลาดดีใช่มั้ยที่คนดูภาพจะรู้สึกเข้าใจถึงอารมณ์อย่างกับไปนั่งดูคู่รักพวกนี้จู๋จี๋กันใกล้ๆ เลย  ยกความดีให้คนถ่ายสถานเดียว!

คุณมาซาโตะ พูดว่า  เค้าไม่ได้สร้างสรรค์ เพียงแต่เป็นผู้ไปเลือกสรรสิ่งที่จัดวางมาอย่างดีอยู่แล้ว -

เราชอบรูปแรกทางซ้ายตอนเดินเข้าไปมากที่สุด  เป็นรูปคู่รักชายหญิงอายุ ประมาณ ยี่สิบปลายๆแล้วแหละ (ต้องบอกว่า ชายหญิง เพราะหนึ่งในภาพชุดนี้มี ชายกับชายด้วย O_o เดี๋ยวก่อนนะ ภาพชุดนี้เค้าบอกว่า  "คู่รักกว่า 300 คู่ ในสวนสาธารณะโตเกียว" จะมีคู่เพื่อนรักด้วยเหรอ? ก็เด็กผู้ชายในรูปฮิปฮอปซะขนาดนั้น  เอ..ยังไงล่ะเนี่ย? เพื่อน...กูรักมึงว่ะ  เย้ยยย)ฉากสวยมาก  เป็นทุ่งหญ้าสูงๆ ท่วมหัว ที่สองคนนอนเล่นกันอยู่ในนั้น กุ๊๊กบอก ถ้าเป็นที่เมืองไทยหญ้าคงทิ่มตูดตาย  โอ๊ย มันสวยยังกับภาพสแน็ปจากพีวีงามๆเลยแหละ  แต่คิดไปเองเปล่าไม่รู้...เหมือนเป็นคู่รักที่กำลังเจ็บปวด ไม่ก็ต้องตัดสินใจอะไรซักอย่าง  สายตาฝ่ายชายดูสับสน  ส่วนผู้หญิงก็ดูลอยไปไกลๆที่ไหนซักแห่ง  อาจเป็นคู่รักที่ผิดศีลธรรมเช่นครูโรงเรียนประถมกับคุณแม่ของนักเรียนในห้อง  กรั่กๆๆ ก็คิดกันเข้าไปด้ายยย  นอกจากนี้มีอีกคู่เป็นคุณตาคุณยายด้วย  ..แต่ละคู่ก็คงมีเรื่องราวต่างๆ กันไป  สวนสาธารณะเป็นสถานที่กว้างๆ ที่รวบรวมความรู้สึกหลากหลายอย่างของผู้คนหลากหลายแบบ  เราชื่นชมความคิดที่เค้าไปหยิบความรู้สึกเล็กๆ ที่ต่างกันอย่างนั้นออกมาจริงๆ






เลี้ยวเข้ามาทางซ้ายเป็นภาพชุด Binran ที่สีสันมันออกไปคนละโทน คนละเรื่องกับ Picnic เลย..  Binran เป็นภาพของผู้หญิงสาวๆ นุ่งสั้นแต่งตัวชะเวิ้บชะว้าบนั่งประจำอยู่ในร้านที่เป็นตู้กระจกเล็กๆ มีไฟนีออนสีแสบๆ ประดับให้แต่ละร้านดูเด่นกว่ากัน  ดูไปมันเหมือนกล่องใบหนึ่งเลยล่ะ  เป็นกล่องสีสวยๆ จัดจ้านแต่ขัดกันสิ้นเชิงกับสีหน้าของผู้หญิงแต่ละคน.. อีกแล้ว ที่คนในภาพดูสวยไปหมด  ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ไม่ได้มองกล้อง  สายตาแต่ละคนดูอ้างว้าง ซึมๆ แล้วก็ไม่ได้สดใสอย่างสีของหลอดไฟเลย  มีผู้หญิงบางภาพมองกล้องด้วยรอยยิ้มเก้ๆกังๆ  ที่เหมือนกันคือ  สาวๆ เหล่านั้นไม่ได้มีสีหน้ามั่นใจเหมือนกับการเลือกชุดมาใส่ของพวกเธอเอาซะเลย  บางคนใส่ชุดที่เหมือนกับชุดชั้นในยังไงยังงั้น.. เค้าบอกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่คุ้นตาของคนไต้หวันที่ทำงานกลางคืน  ร้านเหล่านี้จะเปิดขายสำหรับพวกที่ขับรถตอนกลางคืนซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ชาย  เพราะงั้นก็เลยต้องแข่งกันเซ๊กซี่ล่ะสินะ? เมื่อมองภาพดีๆ อาจจะได้ยิน...

เหมือนประติมากรรมที่จัดวางอยู่ริมถนนอันแสนอึกทึกวุ่นวาย


CREDIT :
http://www.hgallerybkk.com
-  ศรีนิติ สุวรรณศักดิ์, happening arts!, happen!ng Mar 2008
-  http://www.jfbkk.or.th/event_eg.html








เปล่าจ้ะ -"- อันบนนั่น ไปแอบถ่ายมาจากงาน Fat Festival#7  ในซุ้มชื่ออะไรนะ? จำไม่ได้แล้ว  แต่ว่ากรี๊ดกร๊าดมากมาย  อะแหมมม  กระดาษสีไม้ๆ หยั่งงี้มัน manual ดี...

จากที่เคยเห็นเศษชิ้นเล๊กก เล็ก  คราวนี้แหละ !  เราจะได้เห็นของจริง.....!!


 

นิทรรศการแสดงต้นฉบับของ ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร
29 มีนาคม – 10 พฤษภาคม 2551 



กิจกรรม
เสาร์ 29 มีนาคม 2551  พิธีเปิดนิทรรศการ (พี่ตั้มแสดงสด) 2 ทุ่ม                        
เสาร์ 19 เมษายน 2551 Live Portrait Drawing I 2 ทุ่ม
เสาร์ 26 เมษายน 2551Live Drawing 2 ทุ่ม
เสาร์ 3 พฤษภาคม 2551 Live Portrait Drawing II 2 ทุ่ม
เสาร์ 10 พฤษภาคม 2551 ปิดงาน


สถานที่
People Space
116 ถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Tel: 081-5491002 Email: people.space@yahoo.com
www.people-space.blogspot.com



งานนี้ไม่มีตาราง "แจกลายเซ็น"  แต่คุณแป้งแอบเอา final project เทอมที่แล้วไปให้พี่ตั้มเซ็นจะได้มั้ย  ฮ่าๆๆ*
ไปดูกันนะ... ^^b

 


ปล.  -ควันใต้หมวก-  ปกใหม่ สดใส อลัง  by สำนักหนังสือไต้ฝุ่นที่งานสัปดาห์ ฮี่ๆๆ