posted on 25 Apr 2007 00:27 by croquette in dust
.
. .
.
.
. .
.
.
.
. .
.
ฝุ่นผง
.
. .
.
.
. .
.
.
.
. .
.
ละออง
.
. .
.
.
. .
.
.
.
. .
.
เรื่องบางอย่าง
ยอมรับว่าคิดมากสุดๆเลย ตอนนี้
คิดแบบ
ไม่รู้จะเลิกคิดได้ยังไงด้วย
เคยคิดว่าตัวเองน่ะ
เป็นประเภทรู้จักจัดการกับความคิดความรู้สึก
ของตัวเองได้
แต่ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่แล้วแฮะ
หรือบางทีที่คิดว่าเราเป็นแบบนั้นมาตลอด
มันอาจจะผิด
"เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเราเป็นในสิ่งที่เราเป็น
แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเรา
อยากจะเป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็น"
ได้ยินไปแล้วอึ้งแต่พอได้ยินอีกประโยค
"...แต่มนุษย์ก็มีอิสระในการที่จะเป็น
และอยากจะเป็น..."
เป็นมนุษย์นี่ดีจัง
ดีตรงที่หาทางดื้อๆให้กับคำถามด้านๆของตัวเองได้ตลอดเวลาสิน่า
แล้วจะอัพอย่างเป็นผู้เป็นคน
ถ้าไอ้ฝุ่นผงและละอองมันหายไป
posted on 18 Apr 2007 21:07 by croquette in dust
"....เพราะเขาและเธอต่างเป็นคนที่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ของกันและกันอยู่แล้ว และปาฏิหารย์ก็ทำให้ทั้งสองต้องมาพบกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
คิดว่าคำพูดข้างต้นนี้ เป็นเรื่องโรแมนติกเกินไปหรือเปล่าคะ?
แล้วเชื่อไหมคะว่า มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่จะพยักหน้ารับพร้อมกับแววตาเป็นประกายวับ ด้วยอาการคิดถึงใครคนหนึ่งไปด้วย
คุณเชื่อในพรหมลิขิต โชคชะตา หรืออะไรทำนองที่ว่านี้หรือเปล่าล่ะ?
ภาพของคนสองคนที่เดินมาจากคนละทิศ แล้วต่างหยุดยืนพินิจมองจ้องกันราวกับอณูอากาศทั้งมวลหมุนล้อมวนอยู่รอบตัวของเขาและเธอ ส่งให้ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดโอบกอดหัวใจที่เคยโดดเดี่ยว... มันช่างเป็นเรื่องราวสวยงามราวกับภาพฝันในนิยายรักโรแมนติกเล่มหนาเลยทีเดียวเชียว
ทว่า คุณเชื่ออย่างนั้นหรือว่าภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคุณหรือคนรอบตัวคุณ แม้เจ้าสิ่งที่เรียกว่า พรหมลิขิตหรืออะไรเทือกนั้นจะมีอยู่จริงก็ตามทีเถอะ คุณเชื่อหรือว่า บนถนนที่แออัดยัดเยียดไปด้วยฝูงชน ดวงตาของชายหญิงคู่หนึ่งจะหยุดมองกันเพียงเพราะเสียงกระทบหนึ่งของจิตใจ...
ต่อให้ปาฏิหารย์ที่ว่ามีจริง แต่ เขา และ เธอ อาจไม่มีอยู่จริง
ยามเมื่อเราเจอ คนที่ใช่สำหรับเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราเองก็เป็น คนที่ใช่สำหรับเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน?
แล้วหากไม่มีใครสักคนมั่นใจพอที่จะหยุด เพื่อเป็นฝ่ายเริ่มทักทายก่อน ปาฏิหารย์ที่ว่าก็คงเป็นเพียงฉากภาพหนึ่งที่ได้แต่ผ่านเลยไปและไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ต่างฝ่ายต่างได้แต่เดินสวนกันไป ทั้งที่โชคชะตาของคนทั้งคู่ อาจลิขิตให้พานพบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น....ก็ได้
ท่ามกลางโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้
จะมีสักกี่ร้อยพันหรืออาจจะเฉียดล้านคนที่กัดฟันเดินสวนทางกับ "คนที่ใช้ร้อยเปอร์เซ็นต์" ไปแล้วบ้างนะ?
หรือพรุ่งนี้เราจะกล้าบ้าบิ่นเข้าไปทักชายหนุ่มที่เผลอสบตากันตามถนนว่า.. "สวัสดีค่ะ คุณคนที่ใช้ร้อยเปอร์เซ็นต์ของฉัน....!" เผื่อบางที อาจจะเจอคนที่ตอบแบบเดียวกันกลับมาบ้างก็ได้นี่นะ?
: อรุณรุ่งแห่งโฉมสะคราญร้อยเปอร์เซ็นต์, เรื่องรักเบอร์ห้า, 'ปราย พันแสง
: On Seeing The 100% Perfect Girl One Beautiful April Mprning, Haruki Murakami
posted on 11 Apr 2007 23:56 by croquette in dust

โชคชะตา....
มันมี จริงๆ นะ
เชื่อกันหรือเปล่าคะ?
ถ้าไม่ใช่แล้วควรจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ?
เรื่องบังเอิญ- อย่างนั้นเหรอ??
ไม่เอาล่ะ
ฉันว่า...เรื่องบังเอิญ...มันดูมีค่าน้อยไปยังไงไม่รู้นะ
แต่คำว่า...โชคชะตา
ก็ยังยิ่งใหญ่ไปอยู่ดี
อย่างน้อยๆ คุณคนนึงล่ะที่คงจะพูดแบบนี้
ใช่ไหมล่ะ?
แต่จริงๆ แล้วก็รู้นะ
ว่าคุณก็อยากเรียกมันว่า -โชคชะตา
อยู่เหมือนกัน
แต่ว่า กลัวเสียฟอร์มล่ะสิ!?
ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา
ก็...ให้มันเป็นแค่
โชคชะตาของเราสองคน
ยังไงล่ะคะ
posted on 22 Mar 2007 23:57 by croquette in aday, dust
อุบัติเหตุ.... อีกแล้ว !!!!!!
น่าเบื่อโว้ยยยย เกิดเหตุไม่คาดฝันตอนอัพอีกแล้ว แง~ ทำให้อารมณ์ที่กูพิมลงไปทั้งหมดหายยยยวับ! ไปกับตา!! กดผิดเองกับมือเลยกู! ทำไมเวลาเผลอไปกดอะไรจากในเอ็มแล้วแม่งชอบกระแดะเปลี่ยนหน้าต่างเก่าเป็นหน้าต่างตัวเองวะสัด ไม่มีปัญญา โอเพ่น นิว วินโด้ หรออีเหี้ย! ไปตายไป เรื่องแค่นี้ก็ไม่มีเป็นของตัวเอง ขโมยหน้าต่างคนอื่นเค้าอยู่ได้ แล้วที่กูอัพๆไปอะเอาคืนมาดิโว้ยยยยย !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด... เมื่อยไหล่แล้วนะ ตาก็เปื่อย เมื่อเช้าแทบจะหลับในรถฝันไปว่าปาล์มเอาไหล่มาให้พิง พอสะดุ้งตื่นขึ้น ผู้หญิงที่นั่งข้างๆก็นอนน้ำลายยืดเหมือนกัน !? แล้วไหล่อันอบอุ่นของปาล์มเมื่อกี้มันหายไปไหนแล้วเนี่ยยยยย~ /*บีบคอผู้ญ.คนนั้น
พอแล้วดีกว่า กูเริ่มพูดถึงปาล์มมากไปอีกแล้วสิเนี่ย ไม่รู้มันเป็นอาถรรพ์รึเปล่านะ เวลาชอบใครแล้วพูดถึงคนๆนั้นบ่อยๆมักจะไม่สมหวังทุกที บางทีอาจจะเหมือนที่แนนพูดจริงๆก็ได้ว่า เวลาชอบใครอย่าบอกเพื่อน รอให้ใจตรงกันก่อนแล้วค่อยบอก..... เออ งั้นคราวนี้กูก็เตรียมแป้ว(จริงๆ)ได้เลยอะสิ?
ชีวิตทำงานวันนี้ ว่างแบบตบยุ่งเล่นสุดๆ แต่ตอนที่เรากำลังจะกลับน่ะยุ่งโคดๆ ไม่รู้ตอนนี้กานจะถึงบ้านรึยังเพราะมันต้องอยู่ปิดชิปปิ้ง ก็ดีหน่อยที่มีนนท์อยู่ด้วย แต่ถึงนนท์ไม่อยู่กานก็มีคนมารับอยู่แล้วแหละ แต่กูน่ะสิ Y___Y ถ้าถึงวันปิดชิปบ้างจะกลับบ้านยังไง? ก็ได้แต่อ้อนนนเมเนเจอร์ว่าอย่าจัดหนูปิดชิปเล้ยยย แต่จะไม่มีเลยมันก็ไม่ได้น่ะนะ เบียดเบียนเพื่อนร่วมงานคนอื่นเค้า
การทำงานนั้นมันสอนให้เรารู้อะไรหลายอย่างจริงๆ สอนให้ดูคนด้วย... ไม่สิ สอนให้สวมหน้ากากกับคนทุกคนเลยดีกว่า! หน้ากากเป็นเครื่องป้องกันตัวอย่างดีสำหรับการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในโลกภายนอกที่ต้องเผชิญกับผู้คนร้อยพ่อพันแม่ นิสัยสันดานคนละเรื่องกัน มันน่าแปลกมั้ยที่ยิ้มให้กัน อยู่ด้วยกันเข้าไปได้? ก็เพราะว่ามีหน้ากากไงล่ะ.... ใครว่าหน้ากากนั้นเป็นสิ่งไม่ดี แต่ถ้ามองจริงๆ มันก็ทำให้เรามีชีวิตอย่างสงบสุขได้นะ........โดยที่เราเฝ้าบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่า...กูมันตอแหล!!
แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
เพราะคนเราไม่ได้มีชีวตอยู่กับปรัชญาที่กินไม่ได้ หาเงินไม่ได้ แลกมาซึ่งหน้าตาฐานะก็ไม่ได้!!
จะว่าไปแล้ว บางทีเราอาจเป็น "มนุษย์กระป๋อง" ที่ถูกบีบอัดอยู่ในโลกใบเล็กๆที่หน้าตาคล้ายกัน ออกมาเป็นมนุษย์รูปแบบเดียวกัน แพ็คเกจเดียวกันที่มีหน้ากากเป็นจุดขาย.... บางทีแล้ว ที่มาของทุกสิ่งทุกอย่าง อาจจะอยู่แค่ที่ว่า หน้ากากของใครดีกว่ากัน?
posted on 20 Mar 2007 22:45 by croquette in dust
ปลายปากกาที่นิ่งงัน, แป้นอักษรที่ไร้ซึ่งการสัมผัสใดๆ
คำพูดเป็นร้อยเป็นพันคำ ที่เคยหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาบนกระดาษ และหรือกระดาษดิจิตอลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น.... ไม่มี จนถึงกับว่างเปล่า
จิตวิญญาณของฉัน....แห้งเหือด
ช่วงเวลาสร้างความเปลี่ยนให้กับคนได้จริงๆ
แม้แต่อะไรบางอย่างที่อยู่ภายใน 'คน' อย่าง... จิตวิญญาณ
เวลาก็ยังคงเปลี่ยนแปลงเจ้าสิ่งนั้นได้
ทั้งที่
ฉันไม่ต้องการจะเปลี่ยนมันเลย
ช่วงวัยเด็กที่ใครๆ ว่า มันคือช่วงของผืนผ้าใบสีขาวที่รอการเติมแต่ง
....สีขาวอันบริสุทธิ์....
หากฉันวาดสีรุ้งมันก็ออกมาเป็นเส้นรุ้ง หากฉันเติมสีเขียวบนแท่งสีน้ำตาลมันก็กลายเป็นต้นไม้ หรือฉันจะตวัดพู่กันสีชมพูให้ออกมาเป็นรูปหัวใจ...
จิตใจอันบริสุทธิ์สรรค์สร้างงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมประดับแกลอรี่ที่ชื่อว่า "ชีวิต" ได้อย่างสวยงามจนน่าประหลาด
แล้ว ผืนผ้าใบสีขาว ก็ถูกเติมแต่งต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น
ทว่า... ผืนผ้านั้นหาได้ไร้ซึ่งพื้นที่จำกัด เช่นสีที่แต่งเติมลงไปไม่
นานเข้า หลากหลายภาพจึงถูกจับมาเบียดชิดติดกัน...
เมื่อภาพเหล่านั้นกลับกลายเป็นรกเกินไปและจัดวางไม่ลงตัว แกลอรี่ที่เคยประดับไว้ก็เริ่มหมดความงามในตัว ภายในที่ล้นทะลักไปด้วยรูปภาพที่แม้จะสดใสหากแต่แน่นจนแออัด สีสันที่เคยบริสุทธิ์ก็ผสมกลมกลืนกันจนออกมาเป็นสีขมุกขมัว ไม่น่าดูอีกต่อไป
ฉันสาดสีขาวถังใหญ่กลบทับทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วลงมือจับพู่กันแต้มสีอย่างที่เคย
แต่ไม่มีภาพไหน..... เหมือนเดิมอีกแล้ว
สีฟ้าสด เป็นสีเทาขุ่นข้น
สีเขียวใส เป็นสีตองเข้มอันน่าหดหู่
สีส้มเหลืองอร่าม ก็เป็นสีน้ำตาลที่เหี่ยวเฉา
ต้นไม้ต้นเดิมของฉัน ดูราวกับกระบองเพชรกลางทะเลทราย....
ฉันจึงสาดสีขาวลงไปอีกครั้ง
โดยที่ไม่มีวันรู้เลยว่านั่นเป็นเพียง 'โคลน' สีขาว
ฉันสาดสีขาวเพื่อจะลบทุกสิ่งที่บิดเบือนความต้องการไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า.....
น้ำตาของฉัน ก็รินไหลออกมา จากหัวใจที่เหือดแห้งเหลือเกิน
{สีขาวที่บริสุทธิ์
ไม่ใช่
สีขาวที่ว่างเปล่า}