aday

18...19...

posted on 03 Feb 2008 10:55 by croquette  in aday

ตลกดี....
วันเกิดปีนี้กับปีที่แล้วเนี่ย  -เกือบจะเหมือนกันเลยแฮะ


ปีที่แล้ว  เศร้า เหงา โสด   ปีนี้ก้อ...โสด เหงา เศร้า....!!

ปีที่แล้วฉลองเงียบๆที่บ้านกับพ่อ  เพราะว่าแม่ไปสัมนา  ไอ่ปอไปทริปอะไรซักอย่าง.. วันรุ่งขึ้นเลยไปดูหนังคนเดียวที่สยาม  กินข้าวที่โอลดีส์  เปนไรเรียบง่ายสุดๆ  ส่วนปีนี้... เลี้ยงเหล้าเพื่อน  ห้าๆๆ  ส่งท้ายอายุ 18 บ้าบอชะมัด  เราเคยชอบบรรยากาศร้านเหล้า  เคยพูดถึงขนาดว่า -มันโรแมนติกดี-  แต่ไม่รู้สิ  ท่ามกลางเสียงเพลงดังๆ แสงไฟสลัว แล้วก้อสภาพเสื่อมๆของคนในนั้น...ตอนนี้มันรู้สึกว่าเหงาเกินไป

ไม่ใช่เหงาเพราะตัวเองไม่มีใคร - แต่เหงาเพราะรอบข้างมีคนอื่นอยู่เต็มไปหมด

เอ... ฟังแล้วก็เหมือนเปนประโยคเดียวกันยังไงไม่รู้นะ  ไม่รู้สิ เดี๋ยวนี้ชักจะพูดไม่รู้เรื่องเข้าไปใหญ่แล้ว  มันอาจจะเปนโรคติดต่ออะไรซักอย่าง  เพราะรอบตัวมีแต่คนพูดไม่รู้เรื่อง... หมายความอีกอย่างว่า  เราฟังเค้าไม่รู้เรื่อง นั่นแหละ  -____-

 

18

 ชอบตัวเลขนี้  เปนไปได้อยากอายุสิบแปดตลอดไปเลย...อาวละ เริ่มพูดเหมือนนางพญาผมขาว อยากสาวพันปี อะไรทำนองนั้นเลยแฮะ  - -"  เปล่าๆ ไม่ได้อยากได้ความสาว  แต่อายุสิบแปดเนี่ย...ยังเป็นเด็กอยู่ใช่มั้ยล่ะ  ทำอะไรผิดก็ยังไม่ต้องเข้าคุก  เลือกตั้งก็ยังไม่ได้(ถึงจะบอกว่า 18 แล้วเลือกตั้งได้... แต่ก็ต้อง 18 บริบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าต้องสิบเก้า...ไม่ใช่เหรอ?  แล้วทำไมไม่บอกไปเลยว่า ต้องอายุ 19 ล่ะ  ผู้ใหญ่นี่ชอบทำอะไรสับสน)  แล้ว 18 ก็เปนเลขที่อยู่ระหว่าง 17 กับ 19.. 17-เซเว่นทีน เปนชื่อนิตยสาร(เอ่อ...เกี่ยว?) ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กสาววัยรุ่น สาวอายุสิบเจ็ดก็เหมือนสาวที่ "เริ่ม" เปนวัยรุ่นนั่นแห่ละ  แต่พอก้าวข้ามไป 18...19...  พอสิบเก้าปุ๊บ  อีกปีเดียวก็จะยี่สิบ  ..ยี่สิบคือเลขสอง  ช่วงอายุที่ขึ้นเลขสองเนี่ย เปนอะไรที่น่ากลัวนะ  อย่างน้อยก็สำหรับเรา  ก็คิดดูสิ  20 ปี เชียวนะ ยี่สิบปี!!  รู้สึกมั้ยว่ามันดูเป็นผู้ใหญ่จังเลย  บรรลุนิติภาวะ  ถ้าเป็นสาวเจแปนก็ต้องทำพิธีเซจิน ห้าๆๆ (ยังจะพูด...)  ก้าวเข้าเลขสองมันเหมือนเป็นการเริ่มต้นชีวิตจริงๆน่ะ  ก่อนหน้านี้ตอนมีชีวิตแบบ  -เลขตัวเดียว-  มันก็เหมือนเราแค่แอบดูอยู่ตามช่องตาแมว  แอบดูโลกภายนอก  สนุกกับมันไม่ว่าจะเรื่องดีหรือร้ายก็เพราะเราอยู่หลังบานประตู  เราดูมันจากโลกใบน้อยๆของเรา  แต่พอมีเลข 1 มานำหน้าอายุ... เหมือนเราเปิดประตู  ละล้าละลัง ว่าจะก้าวเท้าไหนออกไปก่อนดี  ระหว่างนั้นก็คอยมอง  แล้วยังต้องคอยหลบ "ลูกหลง" ที่อาจจะเฉียดมาใกล้ๆ ประตูไปด้วย.... ใช่แล้ว เราเริ่มรู้สึกว่า  ข้างนอกนั่นน่ะมันอันตราย 

 

 19

เรารู้ว่านี่เปนช่วงเวลา สั้นๆ ช่วงสุดท้ายก่อนที่เราจะต้องทิ้งประตูบานนั้น กับช่องตาแมวเอาไว้เบื้องหลัง  แล้วกระโดดเข้าใส่  พร้อมกับไหลไปตามกระแสข้างหน้า....  ใช่มั้ยล่ะ ปีสุดท้ายมันช่างน่าหดหู่  - หดหู่เกินไป เรารู้สึกว่าอยากจะแค่ยืนมองอยู่เฉยๆ  รู้สึกเหนื่อยแทนพอเหน  ผู้ใหญ่  ที่ต้องวิ่งแข่ง-วิ่งทวนกันอยู่ข้างหน้า..... บ่นไปก็คงไม่ได้อะไรใช่ไหม?  เพราะชีวิตจริงมันไม่มี  "เมืองคนเด็ก"  ให้ไปเก็บดอกดาว หรือ ถ่อแพแข่งกันไปจนหนวดยาวเฟิ้มมม...  คิดในแง่มุมของความอยากเด็กแล้ว  มันก็คงไม่มีอะไรผิด  แต่พอมองในมุมของความเปนจริง-ของความเป็นผู้ใหญ่  เราจะกลายเปนพวกไม่ยอมโต ฝืนธรรมชาติ  เปนคนหัวไม่ก้าวหน้า  ....โอ๊ย เหนมั้ย แค่เริ่มจะเปนผุ้ใหญ่  แค่ตัดสินใจว่าจะเอายังไง  ก็มีเรื่องให้ปวดหัวแล้ว  เป็นเด็กน่ะไม่ต้องคิดเรื่องอะไรที่ปวดหัวไม่ใช่หรอ?  ถ้าอย่างนั้น.......

 

 หรือว่าบางที.... ตอนนี้เรากำลังทำตัวเป็นผู้ใหญ่อยู่กันล่ะ?

 

 

 

ลากยาว

posted on 15 Apr 2007 09:19 by croquette  in aday

เอ่อมม..มม....มมม ?? หายหัวไปทำไรมาบ้างวะ




วันที่ 11 ไปค้างบ้านไอ่กุ๊กกับหมิวด้วย ได้ข่าวว่านั่งๆอยู่ แล้วไฟดับ หม้อแปลงระเบิด ออกมานั่งจุดเทียนกันหน้าบ้าน ทุกคนดูเซ็งๆ แต่กูชอบบรรยากาศที่ไฟดับนะ มันจะมืดๆ แต่ก็ไม่มืดเพราะจุดเทียนกัน พาลให้คิดว่า คนสมัยก่อน สมัยที่โธมัส อัลวา เอดิสัน ยังไม่เกิดเนี่ย เค้าอยู่กันไปได้ไงว้า? มนุษย์นี่เป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการสูงแต่ทักษะในการ Back To Basic นี่ช่างไร้ซึ่งซะจริงๆเนอะ ..คิดดูถ้าไม่มีไฟฟ้า ไม่มีคลื่นมือถือเหมือนเมื่อก่อนคงได้เห็นคนตายกันเป็นเบือแหงๆ !!!


{ เทียนเหลืองอันใหญ่..กับเทียนวันเกิด }




กว่าจะขึ้นนอนกันก็ประมาณ ตีสอง ได้ แต่นอนจริงๆเนี่ย รู้สึกจะตีสี่ -*- เพราะว่าพอล้มตัวนอน ก็ยังคุยกันอีก พอคนนึงตั้งท่าเงียบจะนอนอีกคนก็ชวนคุยขึ้นมาอีก... ฮ่าฮ่าฮ่า~ พูดแล้วก็อยากอยู่หอกับเพื่อนๆว่ะ Y_Y แต่มันคงเป็นไปไม่ได้


{ ไอ่หมิวตอนเอาไฟฉายส่อง...ฮี่~ }

ทั้งที่นอนตีสี่ แต่ว่าวันรุ่งขึ้นต้องแหกขี้ตาไปตามนัดของไอ่กุ๊ก ที่สยามตอน 9 โมง ซึ่งแน่นอนว่า นาฬิกาที่ตั้งปลุกไว้เนี่ย ..กดทิ้งไปหลายรอบเลย ฮ่าๆๆๆ ความจริงกูตื่นและน้า แต่ว่ารอให้ไอ่กุ๊กปลุกดีกว่า อิอิ เป็นคนมาอาศัยตื่นก่อนไม่ดี๊ไม่ดี




{ปราสาททรายรับวันสงกรานต์ที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์
สงสัยจังว่า ตอนฝนตกมันจะทลายลงมั้ยอะ?}


ไปๆมาๆ นัดที่ว่าก็ปิ๋วซะ เลยเปลี่ยนไปเซ็นทรัลเวิลด์ ไปกินพิซซ่า ฮ่าๆๆ เพื่อ?? ทำประหนึ่งว่าเป็น MC ไปแอบดูงานที่สาขาอื่นซะงั้นแหละ เป็นไรไม่รู้ แต่กินชุด 129 วันนี้แล้วอิ่ม ทั้งที่กินกับไอ่กุ๊ก O_o ฮ่าๆๆๆ จากนั้นก็ไปวังหลังกันต่อ กับเงินในบัญชีกูที่มีอยู่ 100 บาทถ้วน !! เซ็งชิบหาย เกลียดตู้ ATM โว้ยย เห็นแล้วมันช้ำ ก็นะ ได้เสื้อมาตัวเดียว เพราะว่า ฝนตกพอพวกเราไปถึงทุกร้านก็เลยเก็บกันพึ่บพั่บ แหม ทำเเหมือนพวกกุเป้นตัวกาลกิณีเชียว เดินปุ๊บเก็บปั๊บ


{วิวที่เห็นจากเรือตอนนั่งข้ามจากท่าช้างไปวังหลัง }



ตอนจะกลับบ้านนะก็หลบกันวูบวาบแทบตาย เพราะดันเจอคนรู้จัก ที่ถ้าเค้าเจอกูก็คงเอาไปฟ้องแม่แหงๆ อะ ขึ้นรถแดงหัวกระจายกัน เพราะอยากดื่มด่ำบรรยากาศหลังฝนตก ฮ่าๆๆ แต่จริงๆนะ ชอบเวลาหลังฝนตกว่ะ ยิ่งเป็นตอนเย็นๆ แม้จะในกรุงเทพก็เหอะ แต่มันจะได้กลิ่นดิน จริงๆนะ ไม่เชื่อลองดมดูสิ


{ถนนหน้าวัดที่มีรถตุ๊กๆแล่นผ่านเต็มไปหมด }



เรื่องของวันต่อมา วันที่ 12 ก็ไปงานแต่งพี่แหวนกับไอ่ติมกัน.. ไอ่ติมแซวเรากะแอร์ในงานแต่งว่า "เป็นไงมั่ง แฟนตอนอนุบาล(แป้ง) กับแฟนตอนป.3(แอร์)" แหม มึง ยังจำได้อีกนะ ก็จำได้นิดหน่อยว่าเคยโดนล้อกัน แต่แน่นอนล่ะว่ากูไม่ได้ชอบมันด้วย แต่เป็นอนุบาลหรอกเหรอวะ? ลืมนะเนี่ย


{แถวๆบ้านที่เป็นสถานที่จัดงาน(แล้วไมกูไม่เอารูปงานมาลงล่ะวะ? }


ก็ถ้าอยากดูรูปสาวสวยในงานไปดูที่บล๊อกกุ๊กเอานะจ๊ะ เพราะว่าขี้เกียจรีทัช ขนาดรูปทั้งหมดในวันนี้ ก็ NO RETOUCH นะเคอะ นอกจากจะแสงไม่งามแล้ว ยังใหญ่เว่อ ไม่ได้เอาไปลดแต่อย่างใด นั่งดึงเชือกมันตอนพิมนี่ละ ก็เลยยิ่งไม่ชัดหนัก -*- ช่างแม่งละกันเนอะ



อืมม ตอนนี้ก็ช่วงสงกรานต์นะคะ ว่าจะไปเล่นวันนี้ตอนเย็นๆ เนือ่งจากไปโม้เมเนเจอร์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะโดนคนอื่นเขม่นก็ช่าง กูอยากเล่นโว้ย ทำไมยะ? และเพื่อให้เข้ากับเทศกาลก็ขอลงรูปสาวงาม ที่งามอย่างไทยเอาไว้ซะหน่อย ฮ่าๆๆๆ ไอ่กาน ที่โดนเป็น Host ในช่วงนี้ ต้องแต่งสไบชุดไทยยืนอยู่หน้าร้านค่ะ ! ข่าวดีว่าไอ่แป้งก็เกือบโดน แต่ดีล่ะ ที่ผมสั้น


{ได้ข่าวว่าโดนเด็กๆแซวว่าเป็นนางไม้ -*-}



{ดูซิ ออกจะงามอย่างไทยขนาดนี้}



เอาล่ะ!!! ไปทำงานก่อนละโว้ยยยยยย~ เย็นนี้เจอกัน^^ โฮะๆๆๆ

แทนที่จะนั่งปลาบปลื้มอยู่กับไอ่เรื่องที่เราคิดว่ามัน โรแมนติก
แต่ตอนนี้กลับกำลังสงสัยอยู่ว่า
ที่จริงแล้ว ผู้ชายคนนั้นโกหกว่าตัวเอง โง่ มาตลอดหรือเปล่า!?

ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ..ไม่สนุกเลยนะ!


เมื่อคืนคุยกันเรื่องที่มาของหนังเรื่องนึง ที่ใครก็ไม่รู้แถวๆโน้น(ก็คนโน้นน่ะแหละ!)เอามาพูดว่า...เหมือนเรื่องของเราเลยเนอะ...แหม ความจริงก็โรแมนติกกับเค้าเป็นเหมือนกัน~ ตอนนั้นน่ะแอบคิดนะ แต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้วว่า หรือมันจะมากกว่าที่เราคิดอีกล่ะเนี่ย?!

แทนที่ปาล์มจะตื่นเต้นเป็นเพื่อนเรา แต่ดันพล่ามเรื่อง Jimmy Liao ให้ฟังอยู่นาน.. สรุปว่าเรื่องกลอนของซิมโบร์สกาที่ว่าจะพูด ก็เลยสรุปให้มันฟังสั้นๆ เพราะเสียเซลฟ์ไปแล้วสุดๆ !! รู้สึกเหมือนตัวเองโง่ไปเลย!!!!!!

แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ นานๆที ยอมให้ก็ได้...
แต่ว่า...คิดอีกที
หรือมันจะแกล้งโง่ใส่เรามาตลอดกันแน่ล่ะเนี่ย

อืม..บางทีมันอาจจะแกล้งโง่อยู่จริงๆก็ได้นะ
ทั้งเรื่องที่รู้แต่ทำเป็นไม่รู้
ทั้งเรื่องที่จำได้แต่กลับทำเป็นจำไม่ได้
.
.
หลอกกันซะสนิททีเดียว ..ถ้ามันเป็นจริงน่ะนะ

คงเป็นเพราะพักนี้ มันมีเรื่อง บังเอิญให้คิด หลายอย่างล่ะมั้ง
ล่าสุดก็เลยกลายเป็น "ผู้หญิงที่เชื่อเรื่องแบบนั้น" ไปซะแล้ว...ช่วยไม่ได้นะคะ สถานการณ์พาไป ก็คิดว่ามันโรแมนติกดี เพราะไงๆก็เป็นประเภท Daydreamer-อาชีพหลักอยู่แล้วนิ! เป็นอาชีพที่ไม่ดีหรอกเหรอ? แต่ว่าคนแบบนี้กับงานแบบนี้ยังไงๆอนาคตก็ต้องเจอกันอยู่แล้ว...ขอฝึกล่วงหน้าคงไม่เสียหายใช่ไหมล่ะ??


แต่ว่า.. มันรู้สึกดีจังว่ะ
เวลาที่คิดอะไรอยู่แล้วก็มีคนที่คิดเหมือนกัน ..การถูกมองว่า บ้า อยู่คนเดียวน่ะมันไม่มีความสุขหรอกนะ ต้องมา บ้าด้วยกัน สิมันถึงจะดี!

แต่เมื่อคืนก็ทำเรื่องแย่ๆไปอีกแล้ว... Y__Y
เกลียดตัวเอง.... อ้ะ! จะไม่พูดคำนี้แล้วนี่นา (>__<)
พักนี้แม่ชอบมากล่อมหูเราให้หาหนังสือธรรมะมาอ่าน เล่านู่นนี่ต่างๆนานา เราก็คิดว่ามันน่าสนใจนะ แล้วก็เริ่มจะปรับปรุงตัวได้บ้างนิดหน่อย อย่างเรื่องคิดไปฝ่ายเดียว คิดมากเองแล้วก็เครียดเองแบบนั้น เริ่มจะปล่อยวางได้บ้างละ พยายามคิดตื้นๆ เหมือนคนที่เค้าพูดให้เราฟังแบบตื้นๆ ....แต่ว่าบทจะลึก ก็เดาไม่ออกเหมือนกันแฮะ!


อย่างน้อย เราว่าผู้ชายคนนั้นก็มีหัวคิด

เค้ามีอยู่แล้วล่ะ แต่ที่ผ่านมานี่ไม่เคยจะมองมันในแง่นั้นเลยจริงจิ๊งงง! แต่ตอนนี้เริ่มคิดแล้วนะ.. คนที่มันจะพล่ามเรื่องอะไรแบบนั้นให้คนอื่นฟังเนี่ย อย่างน้อยๆก็ไม่ใช่พวกไอคิวต่ำอย่างแน่นอน(แค่อาจจะเกินมาตรฐานมานิดหน่อย.. นิดเดียวเท่านั้น!)

เพราะงั้นความจริงแล้ว.....

บางช่วงบางตอนของชีวิต
ที่เราได้พบเจอ...ใครบางคน...ผ่านเข้ามา
เราก็มักเกิดความรู้สึก หรือเผลอตัดสินเค้าจากมุมที่เรารู้จัก ณ ขณะนั้น
ทั้งที่..
มุมที่เรารู้จัก ณ ขณะนั้น...
ไม่สามารถอธิบายทุกเรื่องราวที่ผ่านมาของใครบางคนนั้นได้ !!!
แต่..
การที่เราจะย้อนไปทำความรู้จักกับ...ใครบางคน
ในทุกๆเรื่องคงเป็นไปไม่ได้
ฉันว่า...อย่างน้อย เราเริ่มเรียนรู้ และโตไปพร้อมๆ กันนับจากวันนี้
และ ไม่เผลอตัดสินกันจากมุมที่เราเห็นแค่บางขณะ
น่าจะดีที่สุดนะคะ

ข้อความจากบล๊อกของใครไม่รู้ที่บังเอิญไปอ่านเจอ...
แน่นอน ที่เจอก็เพราะ Jimmy Liao กับ Wislava Szymborska อีกนั่นแหละ!
มันน่าสนุกดี ที่อยู่ๆก็รู้สึกว่าเรื่องของเรามันมีอะไรเชื่อมโยงเต็มไปหมด ยิ่งหาก็ยิ่งเจอ ^^

เมื่อคืนนี้ทำอะไรผิดไปมากจริงๆ(พูดซ้ำอีกแล้ว)
โดนโกรธแหงๆ ..แต่คนแบบนั้นไม่มีทางพูดว่าโกรธ จะพูดก็แค่ -ลืมไปแล้ว- แบบนั้นน่ะมันดีหรือไม่ดีกันแน่ล่ะ? อย่างน้อยๆตอนนี้ก็รู้ว่าคำที่พูดว่า ลืมไปแล้ว แต่จริงๆมันจำได้แม่นเลยต่างหาก

ได้รู้อีกอย่างหนึ่งว่า... คนบางคนจะจำแค่ในสิ่งที่เค้าอยากจำ และจะคิดถึงแต่ในสิ่งที่เค้าอยากคิด ...การได้เป็นส่วนหนึ่งในนั้นเนี่ย ก็เป็นความสุขเล็กๆอย่างนึงนะ แม้จะยังไม่มากเท่าไหร่ แต่จากนี้ก็อยากให้มากไปเรื่อยๆ

(แต่ก่อนที่จะเป็นอย่างนั้น ..คงต้องไปขอโทษก่อนสินะ T__T ช่วยอย่าโกรธเลยเหอะ)


Every beginning
is only a sequel, after all,
and the book of events
is always open halfway through.
ทุกการเริ่มต้น
เป็นเพียงแค่บทต่อเนื่องของเรื่องราวที่เคยมีมาแล้วในก่อนหน้านี้
และยังจะต้องมีบทอื่นติดตามมา

เพราะหนังสือแห่งโชคชะตามักเปิดขึ้นมาตรงกลางเล่ม

{คุณเหลียว และซิมโบร์สกาคงจะเป็นมายบูมของเราไปอีกพักใหญ่ๆแหง}



ชีวิต...ห่าลาก

posted on 04 Apr 2007 15:31 by croquette  in aday

ก่อนหน้านี้พระเจ้าที่ยิ้มยากที่สุดในโลกหันมายิ้มให้....
แต่ตอนนี้ พระเจ้าที่ใจดีที่สุดในโลกกลับทำหน้ายักษ์ใส่!!!!!

ชีวิตคนเรานี่มันไม่แน่นอนจริงๆ หรือบางที...จะเป็นแค่ชีวิตกูคนเดียวนะ?






เมื่อคืนมี product ตัวใหม่ ก็เลยต้องไปเทสต์ที่ร้าน ทั้งที่ความจริงเลิกงานตอนห้าโมงเย็น แถมเพิ่งรู้ว่ามีประชุมต่อก็ตอนที่ไปถึงน่ะแหละ ไม่เคยไปประชุมกะเค้า แถมตั้งแต่ทำงานมานี่ก็คือการเทสต์ครั้งแรก ไม่รู้ซะน้อยว่าเค้าทำกันยังไงบ้าง

พิซซ่าใหม่ที่ว่าก็ชื่อ Crunchy Top Pizza มีหน้าใหม่เพิ่มมา 3 หน้า และจากการที่ชิมมาหมดทุกหน้าเมื่อคืนนี้ก็ทราบว่า...มันอร่อยอยู่หน้าเดียวว่ะ -*- ไม่รู้นะ คนอื่นเค้าว่ามันก็อร่อยหมด อย่างงี้ก็ต้องลองชิมกันเองแล้วล่ะค่ะ

การเทสต์พิซซ่าก็คือ ให้พนักงานทุกคนทุกตำแหน่งมาจับกลุ่มลองทำกันกลุ่มละถาด กูโชคดีล่ะมั้งที่ได้พี่ต่ายกับไอ่ตอง (ตอนแรกจะเป็นไอ่กอริโอะด้วยซ้ำ...) ก็เข้าไปทำพิซซ่ากัน เป็นการทำครั้งแรกว่ะ! เคยแต่พันขอบตรงบาร์แต่ไม่เคยเข้าไปตรงเมคเลย ไอ่ตองถ่ายรูปตอนทำไว้นะ แต่เราลืมบูตูดมา ฮ่าฮ่าฮ่า~ เอามาแต่ตอนที่ทำเสร็จแล้วน่ะนะ

เอ่อ พิซซ่าครันช์ชี่บ้าบอนี่ รู้สึกว่ามันทำยากมากเลย ตั้งแต่ไอ่แป้งประหลาดๆบางๆที่โปะหน้าแยกมาต่างหากชื่อว่า มอรินาร่า หน้าตาเหมือนแป้งโรตีแห้งๆบางๆ และขาดง่ายมากๆ บ้าบอคอแตกชื่อจำยากมากมาย แล้วก็ซอสแบบใหม่ที่จำชื่อไม่ได้แล้ว(หรือจำสลับกับชื่อแป้งโรตีมะตะบะอันนั้นวะ?) มีวีธีทำอันแสนจะประณีต(คิดว่านะ)มากกว่าพิซซ่าเดิมๆ เราไม่เคยเห็นเค้าทำพัฟกันนะ แต่อันนี้พอเสร็จออกมามันก็คล้ายๆพัฟว่ะ แต่ไม่นิ่มและไส้ไม่ทะลักเท่า คือสรุปว่าน่ากินกว่า เต็มไปด้วยชีสชั้นล่างและประกบด้วยชั้นบน ทานไปไม่รู้สึกหรอกค่ะ เพราะแม่งกลายเป็นหนึ่งเดียวกับโรตีมะตะบะไปหมด แต่ตอนนี้กำลังเลิฟๆกะ ชีสซี่แมกซ์ นะ ไอเลิฟชีสสสสส ขอแนะนำ!!

อีครันช์ชี่นี่จะมีซอสสองแบบให้เลือกวางตรงกลางนะ อันแรกเป็นค็อกเทลสีส้มอ่อนๆ ซึ่งก็รสชาติเหมือนอีซอสพันเกาะ(Thousand Island)ที่ใส่กับสลัดนั่นแหละ ส่วนอีกอันเป็น บาร์บีคิวซอส รสเปรี้ยวๆหน่อย ก็แปลกใหม่ดีเหมาะกับหน้าพวก ชิกเก้น แอนด์ พอร์ค (พิมไปพิมมา รู้สึกเหมือนกำลังทำบล๊อกเรื่องอาหารเลย)

กลุ่มของกูได้ทำหน้า Crunchy Top Tuna Seafood เป็นหน้าใหม่ด้วยค่า ก็ถุกใจดีเพราะกุชอบกินทูน่าม้ากมากอ่านะ อิอิอิ แต่แอบทำผิดกันพี่ต่ายลืมโรยชีสล่าง เลยโปะชีสอีดำแม่งไปซะเกิน 50% เลยเยอะแบบเว่ออออ เอาเข้าเตา พอออกมาโดนแซวว่าทำไข่เจียวหรอ แบบว่าเหลืองอร่ามมาก แต่ก็สวยงามนะ


ผ่านขั้นตอนการกินที่มีความสุขโคดๆ แบ่งกับไอ่ตองคนละ สองชิ้นครึ่ง อีหน้าสปาเก๊ตตี้ที่เป็นหน้าใหม่ ไม่อร่อยเลยว่ะ คือมันมีแต่แป้งและแป้งน่ะ ส่วนหน้าที่อรอ่ยที่สุดก็คือ สโมคกี้ชิกเก้น นะ เหอๆๆ ทุกคนจำไว้และเอาไปสั่งกินกันด้วยล่ะ


ต่อจากนั้นเป็นช่วงเวลาของการประชุม.. ไม่รู้นะ รู้สึกว่าทุกเรื่องที่เมเนเจอร์เอามาพูดมันเหมือนเค้าด่าเรากลายๆทุกอย่างเลยว่ะ ไม่อยากจะบ่นแล้ว บ่นให้พงษ์ฟังไปชุดใหญ่ พอจะมาอัพอีกรู้สึกเหมือนพูดเรื่องซ้ำๆเดิมๆ ก็คือรู้สึกรำคาญแล้วก้น่าเบื่อมาก ทำไมต้องให้เราอุทิศตัวขนาดนั้นวะ เบื่อ ไม่เข้าใจจิตใจคนอื่นหรอก จริงๆแล้วทุกคนก็ต้องทำเพื่อตัวเองกันไม่ใช่เหรอ? การที่เค้ามาด่าเราแบบนี้เค้าเองก็ทำเพื่อเงินของตัวเองเหมือนกันนั่นแหละ!

พ่อมารอตรงการไฟฟ้าตั้งกะ ห้าทุ่มครึ่งได้ ระหว่างนั้นก็โดนโทรเช็คตลอดว่ายังไม่เสร็จอีกเหรอๆ กุเองก็รู้สึกแย่นะที่ปล่อยให้พ่อรออะ แต่จะให้กูเดินออกไปหลังจากเทสต์พิซซ่าเสร็จก็เหมือนแดกแล้วชิ่งอีก พอจะลุกขอเค้ากลับก่อนเค้าก็บอกเดี๋ยวๆๆ จะเสร็จแล้วอยู่นั่นแหละ แต่ก็พูดนานตลอด เมเนเจอร์กูเปนคนพูดมากกกกๆๆๆ สุดๆๆ พูดแล้วมีแต่น้ำ แล้วก็บ่นๆๆๆๆ ไปเรื่อย อยากจะบอกว่าตอนประชุมกูนั่งอยู่ข้างเมเนเจอร์เลย แล้วก็ทำกิริยาแบบว่าอยากลุกออกไปสุดๆ ท่าทางหงุดหงิดมากคือใครๆเห็นก็ต้องรู้อะ

เบื่อ... คำว่าสังคมว่ะ
กูรู้ว่าตัวเองคงโดนนินทาบ้างน่ะแหละ แต่ก็ช่างหัวมันเถอะ ยังไงก็ไม่ได้คิดจะทำงานนี้ไปจนตายอยู่แล้ว สำหรับกูมันก็แค่หนทางหนึ่งที่กูรอจะผ่านมันไปเท่านั้น

กลับมานั่งคิดว่า... แล้วนี่กูมาสมัครเพื่ออะไร?

ตอนกลับบ้านมา นั่งร้องไห้อีก...
โดนแม่พูดว่า "เห็นมั้ยล่ะ บอกแล้วว่าอย่าไปทำ" ..ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนซ้ำเติม เหมือนเค้าพูดใส่หน้าเราว่า "กูบอกแล้วหน้าอย่างมึงไม่มีทางทำได้"

เมื่อคืนก็เลยเหมือนว่าทะเลาะกับแม่... เค้าถามว่า เราจะทำงานไปทำไม อยากได้อะไรนักหนาหรอ คิดว่าพ่อแม่จะเลี้ยงไม่ได้หรอไง

ทีอ่ยากทำงานมันไม่ใช่เรื่องเงินหรอกนะ เพระากูก็รู้ว่า ได้ไปมันก็ไม่ได้พอ หรือมากกว่าเงินธรรมดาที่กูได้อยู่ดีแหละ บ้านกุก็ไมได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ แล้วกูก็ไม่ใช่พวกฟุ่มเฟือยอย่างที่แม่กำลังเข้าใจอยู่ด้วย... กูก็แค่อยากจะทำอะไรซักอย่าง พิสูจน์ให้เห็นว่ากูก็ทำได้เหมือนกัน

แม่พูดว่า...เด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาสมัยเนี้ย มันทำงานกันแบบนี้ไม่เป็นหรอก โดยเฉพาะลูกแม่ เพราะแม่เลี้ยงลุกมาผิดๆ แม่ผิดเอง...นั่น วกเข้าว่าตัวเองอีก กูไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว พูดไป เค้าก็เอาไปมั่วแบบไม่เข้าใจ มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกของกูเข้าใจปะ ความรู้สึกที่กูอยากจะทำอะไรซักอย่างด้วยตัวเอง มันอาจจะเหมือนว่า...เป็นเครื่องยืนยันว่าในที่สุดกุก็โตแล้วนะ...ล่ะมั้ง?

ลงมานั่งร้องไห้จนถึงตีสามได้... รู้สึกตอนนี้ทุกอย่างที่สวยงาม ทั้งลักกี้อินเกม & ลักกี้อินเลิฟ มันก็ผิดพลาดไปหมดเลย.. ทุกอย่างที่เคยหันมายิ้มสดใสให้กูมันกลับกำลังลงโทษกูอยู่ใช่ไหม? แก้แค้นกูที่เป็นเด็กผู้หญิงเห็นแก่ตัว... นิสัยแย่... ปากหมา... ขี้เกียจ... ขี้ลืม... ทำแต่เรื่องบ้าบอ... เห็นแก่เรื่องตัวเองเท่านัน... ไม่เคยมองเห็นหัวคนอื่น

กูคนนี้มันช่างมีข้อเสียเยอะแยะจังวะ เยอะจนแบบว่านั่งนับแล้วรู้สึกว่าอีเด็กคนนี้...มันไม่สมควรจะเรียกว่า "เด็กดี" ได้เลยแม้แต่น้อยนะเนี่ย

กูเกลียดการเป็นคนทำอะไรครึ่งๆกลางๆของตัวเองว่ะ กูเกลียดที่ตัวเองไม่เคยประสบความสำเร็จกับอะไรเลยซักอย่าง ไม่เคยทำอะไรได้ดีกับเค้าเลยซักอย่าง... เป็นคนที่เรียกว่า "ท่าดีทีเหลว" สุดๆ ทุกคนคงจะเห็นเหมือนกับว่าชีวิตกูมีอะไรตื่นเต้นให้ทำตลอดใช่ไหม มีเรื่องดีๆ มีเรื่องสนุกๆ แต่จริงๆแล้วคือ....กูไม่เคยทำอะไรได้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลย

กูไม่เคยได้ภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำเลยซักครั้ง.. เพราะว่ากูไม่เคยทำอะไรสำเร็จ

กูช่างเป็นคนจิตใจคับแคบและไร้ซึ่งความพยายาม พอกูแพ้หนึ่งครั้ง ครั้งต่อๆไปกูก็จะคิดเสมอว่ากูจะต้องแพ้... กูไม่เคยพยายาม กูถึงไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ...... กูไม่ได้เป็นคนมุมานะเหมือนคนอื่นๆเลยซักนิดเดียว แล้วคนแบบกูคนนี้...จะมีไหมซักครั้งที่จะทำอะไรได้ตลอดรอดฝั่ง ..และก็สวยงาม?


ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาดมันก็มาจากความงี่เง่าของกุเองทั้งนั้น... ต่อให้ตัวเองพูดว่าจะพยายามขนาดไหน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก้สุดแสนจะว่างเปล่า.....แล้วกูผิดอย่างนั้นหรอที่จะท้อแท้น่ะ? กูก็แค่เป็นคนขี้ขลาดที่ไม่รู้จักพยายามและเหมาะสมที่จะเป็นคนขี้แพ้ในโลกเบี้ยวๆที่ใครๆก็ต่างดิ้นรนกันอยู่ทั้งที่มันโสมมจะตาย..ใบนี้

ทั้งที่กูบอกตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรที่ยากแค่ไหนกูก็จะทำ ..แต่จิตใจที่กูคิดว่ามันกล้าหาญตัวเองนั้นกลับเป็นแค่เรื่องหลอกๆ --มันไม่ได้มีอยู่จริง

ใครบางคนคงเอือมระอาในความ "แย่" แบบนี้ของกูแล้วล่ะมั้ง... แล้วมันก็สมควรที่คนแบบกูจะต้องเฉาตายอยู่บนกองพะเนินของเรื่องที่ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยซักเรื่องของตัวเองไปจนตาย...........................


Exist : Exit

posted on 30 Mar 2007 00:29 by croquette  in aday

Exist OR Exit
......
Exist FOR Exit
[[ คิดว่าตัวเองเป็นอย่างไหนกันล่ะคะ? ]]


{ ทางหนีไฟ.....ที่ยังไม่รู้ว่าหนีแล้วจะไปเจอกับอะไรต่อ }

วันนี้นั่งกินข้าวกันตรงทางหนีไฟ ที่มีป้ายติดว่า "ห้ามนำสิ่งของมาวางโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 6,000 บาท" ฮ่าฮ่าฮ่า~ ช่างเป็นการกินมาม่าที่เสียวสันหลังวูบๆ พักนี้แป้งกับกานเป็น -เด็กเส้น- กันสุดๆว่ะค่ะ ไม่อยากจะบอกกกก! เพราะว่า...เอาแต่กินมาม่ากันทุกวันเลย -*- แต่วันนี้แอบหรู.. ไปจิ๊กกุ้งตัวโตๆ กะปูอัดอันเบ้งๆ มาใส่ในมาม่าล่วย~ ซวยมั้ยไม่รู้ที่เสือกมานั่งกินพร้อมกะดิวตี้...โดนด่าไปตามระเบียบ! แต่ไม่เป็นไร อ้อนเข้าว้ายยยยย~~ อิอิอิ


{ ทางเดินตรงทางหนีไฟที่ไอ่แป้งอยากไปเดินเล่นมากเลย
แต่ว่าโดนห้ามเอาไว้ซะก่อน}

ตอนนี้เรื่องว่าจะเลิกทำงาน.. ก็ได้ข้อสรุปออกมาแล้ว ว่าเราสองคนจะเลิกจริงๆ ไม่ไหวว่ะบอกตรงๆ เรื่องเหนื่อยน่ะมันไม่ใช่หรอกนะ อยากจะบอกว่ากูเหนื่อยจนชินแล้ว! แต่เรื่องโดนลดชั่วโมงอะ มันแย่จริงๆ สู้ออกมานั่งทำหนมปังขายอย่างที่แม่ลุ้นอยู่ทุกวันนี่ยังได้ตังมากกว่าเลยมั้ง?

อีกอย่างก็คือ เริ่มจะเบื่อจนจะรับไม่ได้แล้ว กับ....ความเสน่ห์แรงของตัวเอง??? เอ๊อออออ..ถ้าไอ่เรื่องแบบนี้มันจะส่งผลอะไรดีๆ ก็คงไม่น่าจะบ่นถึง แต่กูเริ่มรำคาญแล้วนะ! ไม่ชอบ.. ไม่ชอบมากๆ ไม่ได้สนิทกันซักนิด(ถึงสนิทกูก็ไม่ชอบอยู่ดีนั่นแหละ) แล้วมาทำแบบนี้ใส่ ทุเรศ เอาเวลายุ่งๆของคนมาฉวยโอกาสเหรอ? กูน่ะถึงจะเป็นผู้หญิงธรรมดาแต่ก็ไม่คิดจะเอาตัวเองไปให้เสียหายกับคนแย่ๆทั้งหน้าตาและนิสัยแบบนี้หรอกนะ เกลียดมากเลยว่ะ ไม่อยากจะเดินเฉียดมันอะ

เมื่อเช้ามาถึง พี่เอ็มกับไอ่กานก็รีบมาบอกว่า... เรด้าแอบชอบกู O_o เฮือก! น่ากลัวที่สุด........! กับคนนั้นนี่เคยคุยกันสองครั้งเอง แล้ววันนี้อยู่ดึก ก็เลยเจอมัน... เห็นสายตาแล้วรู้สึกขนลุกชูชันไงไม่รู้ว่ะ รีบๆล้างแก้ว ล้างขวดชีส และรีบออกมาจากที่แห่งนั้นโดยเร็วที่สุด เสือกตอกบัตรตอน 21.00 เป๊ะพอดี พี่น้องเม(เนเจอร์) ก็มองหน้านิดหน่อย แก้ตัว(..เอ่อ เปล่า แต่ก็ฟังเหมือนแก้ตัวแหละ)ไปว่า "หนูไม่ได้ตั้งใจจะอยู่เกินนะคะ แต่เหลือซีเอสอาร์แค่สองคนเอง" เค้าก็พยักๆหน้าแบบ เออเรื่องของมึงเถอะ โห่.....! เหี้ย กูล่ะอยากอยู่ตายล่ะ อยากกลับบ้านใจจะขาดแล้ว

ดังนั้นด้วยความเป็นคนดี วันนี้ทั้งที่ต้องเลิก 1 ทุ่ม ก็กลายเป็น 3 ทุ่มไปซะงั้น ด้วยความเป็นคนดี + เกรงใจนิดๆ เพราะวันนี้พี่เปิ้ลปิดชิปคนเดียว... เออนะ ก็ช่วยด้วยความเต็มใจจริงๆ แต่โดนเมเนเจอร์มองหน้าอย่างนั้นก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เบื่อเมเนเจอร์วะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


พรุ่งนี้จะไปโรงเรียนรับใบประกาศฯ(ที่ไม่รู้ว่าจะได้รับรึเปล่า?) จะได้ใส่ชุดนักเรียนแล้วคิดถึงมากมายเลย.....! ไม่รู้จะใส่ได้เปล่าวะ? อ้วนขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยล่ะกู -*- รอดูซิว่าพรุ่งนี้ใครจะมีแพลนไปฉลองไหนกันต่อมั่ง อิอิอิ(แต่กูไม่มีตังนะ */ฮา~)