ดูหนังของคนบางคน
posted on 12 May 2008 18:06 by croquette in films
เวลาดูหนังเนี่ย เลือกดูกันจากอะไรเหรอ?
เนื่องจากช่วงนี้ปิดเทอมแล้วเราก็ว่างม้ากกกก เลยกลับมาดูหนังอีกแล้ว -___- บอกว่ากลับมาแต่ไม่ใช่ว่าเลิกดู 5 5 แต่มันเป็นอารมณ์แบบว่ามานั่งดูจริงจัง เพราะเวลาเปิดเทอมเงี้ย ก้อต้องปั่นๆๆ งาน แล้วก้อทำเรื่องบันเทิงอื่นๆ (เช่น ไปในที่ที่คนเอาตัวสีกัน..) แต่พอเปิดเทอมตารางชีวิตมันนิ่งสนิท ไม่มีข้ออ้างให้ออกไปแร่ดได้ข้างนอก เราจึงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน นั่งพับเพียบเป็นนกน้อยในกรงทอง 5 5 ก็ว่าไปนั่น จริงๆมันไมได้แย่หรอก เออ อยู่บ้านน่ะไม่ได้แย่ขนาดนั้น ออกจะแฮปปี้และมีความสุข ได้พักผ่อนแบบไม่รู้จะพักยังไงแล้ว เพราะว่าตัวเองขี้เกียจ ไม่เรียนซัมเม่ออย่างคนอื่นเค้า (เดี๋ยวเมิงจะรู้พออยู่ีปีสาม วะฮี่ๆ)
เออ กลับมาเรื่องดูหนัง.. ไอ่การเลือกที่พูดเนี่ยหมายถึงเวลาไปร้านวิดีโออย่างไม่รู้จะดูอะไร ก็ต้องไปยืนเลือกๆๆๆ ซึ่งตามร้านมันไม่ได้มีอะไรมากมายซักเท่าไหร่หรอกเอาเข้าจริงๆ เกินกว่าครึ่งในร้านวิดีโอ(ธรรมดาทั่วๆไปที่ทุกคนคุ้นเคย) มักจะมีหนังที่เรา ยี้ อยู่เสมอ... หนังยี้ที่เราหลีกเลี่ยงจะดู ไม่ว่าจะด้วยมันไม่น่าสนใจ เป็นหนังที่วางเอาไว้เพื่อการรกชั้นวางมากๆ 5 5 ก็หนังอะไรพวกนั้นแหละ แต่ว่าหนังดีๆมันก็มี แล้วหนังดีๆ ซ่อนอยู่ลึกๆมันก็มีอีกเหมือนกัน
ไอ้การตามล่าหาหนังแบบเนี้ย ถ้าไม่มีข้อมูลในหัวอย่างเช่นว่า ไปอ่านรีวิวมาก่อน หรือเป็นหนังชื่อคุ้นๆที่ไม่เคยดู ก็คงจะยาก แต่พักนี้เราใช้วิธีว่าตามหาหนังที่ คนบางคน พูดถึง... คนบางคนนี่ก็ต้องเลือกเหมือนกันนะ 5 5 อย่างเช่น พวกคนที่เรานับถือวิถีชีวิตเค้า นับถือความคิด แอบปลื้มหน้าตา(อันนี้เริ่มไร้สาระ แต่เป็นเหตุผลสำคัญ อ้าว) ก้อสรุปคือบรรดาคนที่เราปลื้มทั้งหลายแหล่
แล้วมันก็ตลกดี ที่ช่วงนี้อยู่ๆได้ดูหนังที่คนพวกนั้นพูดถึงหมดเลย
ก็มีอันที่ไปหาเช่ามาดูเอง แล้วก็อันที่บังเอิญเปิดเจอในช่องเคเบิ้ลด้วยแหละ
Magnolia ** เคยเขียนถึงแล้วในบลอคแฟนเอวกะเด้ง
เป็นหนังที่มี(คนที่หน้าเหมือนเปิ้นมากๆ อย่าง ) ทอม ครูซ แสดงนำ.. โอวว เป็นหนังน่าดุที่มีนักวิจารณ์พูดถึงกันอย่างมากมายด้วย ความรู้สึกหลังจากดู....ก็ไม่พูดไรมาก ไม่สันทัดกรณี -__- แต่ก็พบว่าเป็นหนังที่ saved me อย่างที่เค้าบอกจริงๆ คือมันจะพูดถึงเรื่องราวของคนหลายๆ แบบ ที่มีเรื่องให้รู้สึกถึงความล้มเหลวความพ่ายแพ้ในรูปแบบต่างๆ กัน แต่ที่สุดแล้วมันก็จะผ่านพ้นไปได้ โฮโซมิซังเอ้ยย บางทีประโยคนี้ที่บางคนเค้าพูด ...แล้วเราจะเรียนรู้กันได้ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดพลาดเท่านั้นน่ะเหรอ? มันอาจจะจริงก็ได้ล่ะมั้ง เราก็ไม่รู้ หนูเพิ่ง 19 คร้า~ 55*5 แต่หนังเรื่องนี้ใช้ความเกี่ยวโยงของคนมาเล่าแบบมีเสน่ห์มากมาย แถมยังมีเพลงเพราะพริ้งงง ในตอนเกือบๆท้ายของเรื่องด้วย ซึ่งเป็นเพลงที่โฮโซมิพูดถึงในไดอารี่นั่นเอง ในหนังให้ตัวละครแต่ละตัวร้องคลอตามเพลง ทั้งเสียง คนแก่ เด็ก ผู้หญิง เกย์เฒ่า(?) และทอม ครูซ (ฮริ้ววว) มันฟังแล้ว อะฮื้อออ มากๆ น่ะ T^T
แล้วก็โปสเตอร์ที่เอามาแปะให้ดู อันนี้เป็นหนึ่งในหลายๆเวอชั่นนะ แต่ชอบอันนี้... เป็นฝนกบ ซึ่งเป็นฉากอันฮือฮาของหนังเรื่องนี้มากๆ ว่าผู้กำกับนั้นจงใจจะบอกอะไร แต่สำหรับเรา เออะ... มันค่อนข้างแขยง 55 จริงๆนะ แบบว่าเกลียดพวกกบเขียดอะไรเงี้ย แล้วอยู่ๆในหนังที่กำลังเป็นจุดไคลแม็กซ์แบบตื่นเต้นมาก ก็มีเสียงกบตกลงมาเป็นพันๆ หมื่นๆตัว ตกลงมาตามจำนวนเม็ดฝนปกติน่ะคิดดู เสียงกบหล่นแอ้กบนถนนเนี่ยยย ฟังแล้วหยึยยย มากๆ แล้วยังมีเลือดกบเต็มกระจกรถไปหมด มันมีตอนนึงที่ PR ของรายการโทรทัศน์ตอบคำถามพ่อหนูอัจฉริยะในเรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องการพยากรณ์อากาศว่าคนพยากรณ์น่ะอยู่นอกโลกอย่างนั้นเหรอถึงรู้ว่าฝนจะตก PRคนนั้นก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า ฝนตกน่ะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ.... แล้วถ้าอย่างนั้นไอ้การฝนตกลงมาเป็นกบล่ะ? บางทีอาจจะเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนกันล่ะมั้ง ก็ชีวิตคนเราอย่างน้อยมันก็ต้องมีเรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นบ้างไม่ใช่เหรอ? เรื่องที่แปลกประหลาดหรือบังเอิญ ไง เพราะงั้นการที่มีฝนตกลงมาเป็นกบเองก็ถือว่าเป็น "ธรรมชาติ" เหมือนกันสินะ? 55 พอเถอะๆ
เอาเป็นว่าเราสนุกสนานกับหนังยาวๆเรื่องนี้มากมาย แล้วเพลงก็เพราะจริงๆ ^^ เอาเนื้อเพลงมาฝากกัน ลองไปหาฟังดูนะ แต่ฟังตอนดูดีวีดีไปจะอินกว่ามาก ฮา..
Wise Up
by Aimee Mann
It's not what you thought
When you first began it.
You got, what you want
You can hardly stand it though
By now you know
It's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up
You're sure, there's a cure
And you have finally found it.
You think, one drink
Will shrink you 'till you're underground
And living down
But it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up
Prepare a list for what you need
before you sign away the deed
Cause it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up.
No it's not going to stop
Till you wise up
No it's not going to stop
So just give up
John Q.

เรื่องนี้เคยอยากดูมากๆๆๆ เมื่อนานแล้ว เพราะมีคนบางคนพูดว่า ดูกี่รอบก็น้ำตาไหล ก็เลยอยากรู้ว่ามันซึ้งอะไรขนาดนั้น เคยเดินไปร้านวิดีโอแล้วก็กำลังจะเช่า แต่เห็นหน้าปก บวกกับชื่อภาษาไทยแล้วมันไม่ใช่แนวแฮะ ณ ตอนนั้นคิดเอาเองว่า โอววว คงจะแอคชั่นเลือดสาดล่ะสินะ
แต่ว่าในที่สุดก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เพราะมีวันนึงอยากเช่าให้ได้ครบจำนวนโปรโมชั่น!
ก็มานั่งดูอย่างไม่ได้คาดหวังอะไร... การดูโดยไม่ได้คาดหวังนี่มันเป็นเรื่องสำคัญนะ เพราะบางครั้งบางเรื่องเวลาเข้าไปดูแบบคาดหวังแล้วมักจะออกมาตรงกันข้ามเสมอ ซึ่งก็อาจไม่ใช่ความผิดของตัวหนัง แต่เป็นเพราะคนดูอย่างเรา ชอบไปคิดเอง ก็ได้
ส่วน John Q ดูเสร็จแล้วรู้สึกว่า.. มันเป็นหนังที่ดี ดีมากๆ เรื่องนึง ทั้งประทับใจในความรักอันสุดแสนจะซาบซึ้งและมันก็ไม่ได้เกินเลยในความเป็นจริงเลย ความรักที่มีต่อใครสักคนมากๆ ขนาดนั้นอาจทำให้เราตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ลงไป มันทั้งดูโง่ ดูผิด ดูขวางโลก บางทีก็ดูเป็นคนเลว? แต่ว่ามีประโยคนึงที่บอกว่า "สังคมบีบบังคับให้เราทำอะไรชั่วๆ" ประมาณนี้น่ะ มันเป็นประโยคที่โพล่งออกมาแล้วความวุ่นวายใจของเราที่ดูในตอนนั้นสิ้นสุดลง มันเป็นความวุ่นวายใจที่เกิดจากว่า...อะไรกันแน่ที่ถูกหรือผิด? ในเรื่องจอห์นทำการยึดโรงพยาบาลเพียงเพื่อต้องการจะให้ลูกของเค้าซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจได้มีรายชื่อเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดนั้นจะต้องมีการวางมัดจำก่อนเป็นเงินจำนวนมหาศาลและครอบครัวขนาดกลางๆที่กำลังย่ำแย่ของเค้าก็ไม่มีเงินขนาดนั้น ไม่ว่าจะทำทุกทางทั้งการเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆ หรือไปขอกู้กับกองทุนต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความไม่เท่าเทียม ความเอาเปรียบของหน่วยงานนั่นนี่ ซึ่งมันเป็นปัญหาจริงๆเลยของสังคมทุกวันนี้ ทุกประเทศทุกพื้นที่มันเป็นอย่างนี้หมดสินะ แล้วเมื่อเข้าตาจนจริงๆ ลูกของเค้ากำลังจะตายและโรงพยาบาลก็แสนจะขูดเลือดขูดเนื้อ จอห์นก็เลยต้องวางแผนแบบไม่โปรเอาซักกะนิดเพื่อขู่โรงพยาบาล โดยตามธรรมชาติของหนังต้องปั้นคนให้ดูให้อยู่ฝ่ายตัวเอก หนังเรื่องนี้ก็ทำแบบนั้นแต่ว่าเค้าเสนอมุมของฝ่ายตรงข้ามตัวเอกอย่าง ผอ.สาวของโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สมจริงและน่าคล้อยตามด้วยมากๆ คนดูจะรู้สึกเข้าใจทั้งในภาคของจอห์นคิวแล้วก็คนอื่นๆ มันเป็นปัญหาที่ตกทอดมาจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ อย่างเรื่องของนโยบายโรงพยาบาล เรื่องการทำงานของตำรวจ ทุกอย่างมันไม่ได้มีแค่มุมเดียวเลย ในเหตุการณ์นึงบางทีเราไม่รู้จะสงสารใคร ไม่รู้จะโทษว่าเป็นความผิดใคร...
ที่ร้องไห้เพราะดูเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ซึ้ง แต่ว่ามันหดหู่ไปหมด มันเป็นหนังแอคชั่นที่ระทึกอารมณ์สมกับชื่อเรื่องภาคไทยเลย แต่ว่า...ไม่มีแรงจะไปตื่นเต้นกับฉากเหล่านั้นซักกะนิด หดหู่ไปหมดจริงๆ
เพิ่งบอกให้ต้องไปดูหนังเรื่องนี้ แล้วมันก้อเมสเซจมาบอกความประทับใจที่มีอย่างล้นเหลือ 5 5 เรากับต้องคิดเหมือนกันว่า อีจอห์นคิวเนี่ย จบเพราะหน้าปกดีวีดีจริงๆ 5 5 พวกไม่แนวแอคชั่นก็พากันเมิน ทั้งที่จริงมันเป็นหนังดีออกขนาดนี้แท้ๆ !!
Cube 2 : Hypercube

เรื่องสุดท้ายไม่พูดอะไรมาก ไม่ใช่แนวอีกแล้ว 5 5 แต่ชอบตรงที่เค้าใช้ฉากเป็นห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ใส่แนวคิดอะไรแบบโลกไซเบอร์ที่หรูหราฟู่ฟ่าจริงๆ เราไม่เคยดูภาค 1 แห่ะ แต่อันที่คนบางคนบอกว่าชอบน่ะเป็นภาค 1 แอบไปหารีวิวอ่านหลายคนบอกว่าภาค 1 ดูดีกว่าสนุกกว่า แต่ภาคนี้ไฮโซตรงหลักการและไอเดียของอีห้องลูกบาศก์ ฮาๆ แต่ว่าค่อนข้างจะทึ่งกับหลักการทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่เอามาเป็นโครงเรื่องนี้จริงๆ เลย โอ, มันทำขึ้นในโลกตอนนี้จริงๆได้เลยใช่มั้ยน่ะ?
แต่โอวว เรื่องนี้ไม่มีอะไรจะให้พูดแห่ะ -__- แต่ว่ามันก็เป็นหนังนอกสายตาอีกเรื่องที่สมควรแล้วที่ได้ดู อะฮื้มม~

เอนทรี่หน้าอยากพูดเรื่องหนังอีก 5 5 หาอะไรมาคั่นก่อนดีล่ะ?
ส่วน 2 เรื่องที่เหลือเป็นแนวไม่ถนัดครับ อย่าง John Q เท่าที่อ่านน่าจะหักมุมจากภาพประกอบ ซึ่งก็ยังเฉยๆ อยู่ และเรื่อง Cube 2: Hypercube ถ้าเป็นได้ก็คงไม่เลือกดู
ล่าสุดเพิ่งดูสปีดฯ มา บันเทิงมากครับ
#1 By kitt on 2008-05-13 16:00