TOMYAM PLADIB EXHIBITION : สวนสนุกอยู่ในชาม
posted on 18 Apr 2008 12:43 by croquette in eventsไปนิทรรศการต้มยำปลาดิบมาแล้วครั้งนึง เมื่อวันศุกร์ ก่อนสงกรานต์ แต่คิดว่าจะไปอีก (-3-) เพราะว่าชอบมาก! นี่มันสวนสนุกชัดๆ !! แต่รู้สึกว่ายังดูอะไรได้ไม่ทั่วเท่าไหร่เลย เพราะว่ารีบด้วยล่ะมั้ง รีบพาพงศ์ไปช้อปปิ้งต่อ อีนี่...เบียดเบียนความสำราญกันซะจริง เป็นนิทรรศการเล็กๆ แต่สนุกจัง จะว่าเล็กก็ไม่เชิงนะถ้าดูจากชื่อศิลปินล่ะก็.. สำหรับคนสนใจเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่ บ้านจิมทอมป์สัน นะคะ ปิดเทอมว่างๆงี้ไปหาอะไรสนุกสนานแบบไม่เสียตังทำกันดีกว่า ฮ่าๆๆ นี่ก็เน้นไม่เสียตังเรื่อยเลย -*-
เอาแหละ! ข้างล่างนี่คือสิ่งที่เขียนพอกลับมาบ้านวันนั้น.. ไม่ค่อยยุติธรรมไปหน่อยเพราะเล่าละเอียดยิบแค่ไม่กี่งานเอง(ความจริงแค่งานเดียวด้วยซ้ำเหอะ..) เป็นเพราะว่าเขียนทิ้งเอาไว้แล้วเกิดขี้เกียจพอกลับมาอีกทีก็จำอะไรไม่ได้แล้ว ไม่อยากเขียนไอ้ที่ไม่ค่อยมั่นใจน่ะ ^^" แล้วคราวนี้เขียนแบบบ้าบอ ฮ่าๆ เอาสาระอะไรไม่ได้นักหรอก เพราะไม่ใช่พวกสันทัดกรณีอยู่แล้ว~ เขียนขำๆ ก็อ่านขำๆ เนอะ

section #1
บ่ายที่แสนจะร้อนอบอ้าว มันเย็นสดชื่นอย่างประหลาดเมื่อเราสองคนมาหยุดยืนอยู่ใต้ชานเรือนไม้ทรงไทยที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใบเขียว... บ้านจิมทอมป์สันมีนักแสวงหาศิลปะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาด ฉันผู้ซึ่งแทบละลายกับแดดร้อนจัดของกรุงเทพ มองนักท่อง-เที่ยวเหล่านั้น นั่น,แบ็คแพ็คใบโตๆ ..มันคิดว่ากรุงเทพเป็นป่าเขาหรือวะ ถึงต้องหอบของมากมายไปไหนมาไหนตลอดเวลา, เสื้อยืดพื้นๆ ไม่ก็ลายเบียร์สิงห์ กับกางเกงห้าส่วนสีกากี..เอาเข็มขัด หมวก กะผ้าพันคอหน่อยไหม? พ่อลูกเสือชาวบ้าน, ขนหน้าแข้งอุยๆสีทองแบบไม่ต้องมาย้อมหลอกๆ เหมือนสาวไทยที่เผอิญขนดกแต่คร้านจะแว๊กซ์เลยย้อมสีบังหน้าซะ, และยังอื่นๆ อีกมากมายที่ดูหน้าตาคล้ายกันไปหมด.. ฉันตาลาย โอ, หรือใครใช้วิชานินจาแยกร่างลอบทำร้ายพวกเราอยู่กันนะ?
เราพากันไต่บันไดไม้ขึ้นไปชั้นสองตามแผนในหัว ฝรั่งพุงพลุ้ยกับแหม่มสาวผมหยิกขอดดึงความสนใจเราไว้ไม่ได้อีกต่อไป (ใช่, ถ้าเป็นหนุ่มปลาดิบ-วาซาบิ-ซาชิมิ-อุด้ง ล่ะก็.. เราคงอยากจะแนบชิดแล้วชักชวนเค้า "ขึ้นห้อง" ไปด้วยกันเป็นแน่แท้ อิอิ)
ฉันเดินมึนๆ ไปหยิบสูจิบัตรสีแดงสะท้านที่ตัดฉับด้วยตัวอักษรสีขาววางเลย์เอาท์เรียบง่ายได้ใจความ...แต่นั่นล่ะ ญี่ปุ๊น-ญี่ปุ่น "ขาว-แดง-เรียบง่าย" แล้วอยู่ๆเสียงแหววี้ดว้ายก็ดังขึ้น
"แอร๊ยยย ตุ๊กตากระแด่ดดด! มีสีให้ระเบยเด้ยย---"
(ว้าย ตุ๊กตากระดาษ! มีสีให้ระบายด้วย)
ชะนีหนุ่มเพื่อนรักอุทานอย่างชอบอกชอบใจ กรีดนิ้วมือหยิบกระดาษเอสี่ ที่ซีร็อกซ์ไว้เป็นลายตุ๊กตาผู้หญิงใส่บิกินี่ ล้อมด้วยเสื้อผ้าหลากหลายแบบและวัฒนธรรม ทั้งกิโมโน ชุดลำลองแบบสากล รวมไปถึงกระโปรงผ้าทอยาวกรอมเท้า เดือยยื่นตรงสองบ่าอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นตุ๊กตากระดาษ ชะนีหนุ่มตั้งท่าถกแขนเสื้อค้นหาสีชอล์กในโหลแก้วตรงหน้าอย่างสาแก่ใจ ฉันหันหลังให้ประตูห้องจัดแสดงนิทรรศการตรงหน้า บ้าจี้..หยิบตาม เออสนุกเว้ย! ระบายสีกัน~ ขณะที่พวกเรากำลังระรื่นจนเกือบลืมจุดมุ่งหมายสำคัญไปเสียสิ้นอยู่นั้น
"น้องครับ มานั่งระบายสีข้างในก็ได้นะ ข้างนอกมันร้อน"
พี่ผู้ชายตัวเล็กๆ โผล่หน้าออกมาเรียกพวกเราด้วยน้ำเสียงใจดีแบบที่ไม่ได้หลอกไปขายแน่ๆ ฉันและเพื่อนตวัดสายตาเช็คอุณหภูมิ "ข้างนอกมันร้อน" ที่พี่เขาว่าเพียงครู่ จากนั้นเราสองก็แทบจะถลาเข้าไปตามเสียงเรียกแห่งสวรรค์
ช่ายยย...นี่มันสวรรค์(ชั้นสอง ไม่ใช่ชั้นเจ็ด) แถมยังมีภูเขาฟูจิเสียด้วย! งานศิลปะชิ้นแรกตั้งตระหง่านรอรับเราที่เบรกกันหน้าทิ่มด้วยวิ่งเข้าไปเร็วสุดแรง ผ้าสีฟ้าสดมีลายดอกสีขาว ไม่ค่อยต่างอะไรกับลายผ้านวมตามชั้นวางในห้างตรงแผนกเครื่องนอน ผิดแต่มันผืนใหญ่โต ตระหง่านคลุมอะไรสักอย่างจนได้รูปได้ร่างเหมือนภูเขาย่อมๆยังไงยังงั้น ขนาดของภูเขาฟูจิลายดอกลูกนี้กินพื้นที่จัดแสดงไปหนึ่งในสาม ข้างบนเหมือนปากปล่องที่อาบด้วยหิมะสีขาว มีรูปใบหน้ายิ้มแย้มติดเอาไว้สามด้าน อา..ฉันนึกถึงใบหน้าจอร์จ วอชิงตัน บนเมานท์รัชมอร์ ขึ้นมาทำไมไม่รู้ แต่มันไม่คล้ายกันสักนิด อา..ฉันฟุ้งซ่านเต็มที่ ขอบพระคุณมือที่มาคอยกระชากลากถูในตอนนั้นของเพื่อน... ชี(ออร์ ฮี?) พาฉันมาหยุดหน้าผนังยาวที่มีรูปภาพแบบเด็กวาดแปะอยู่เต็มไปหมด มันอยู่ในส่วนเดียวกับภูเขาสีฟ้าลายดอกนั่นแหละ
และนี่ คือส่วนจัดแสดงผลงานของ Ozawa Tsuyoshi เอ? ประวัติของเขารวมทั้งผลงานและแนวการทำงาน ฉันลืมไปหมดแล้ว...อันที่จริงฉันเพียงกวาดสายตาอ่านเร็วๆ แล้วมาหยุดที่เปเปอร์ไกด์ของคุณโอซาวะ
Everyone Likes Someone As You Like Someone
ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน
ฉันนับถือการคิดชื่อผลงานที่มีเสน่ห์แบบนี้ว่ะ ความซับซ้อนที่แสนเรียบง่าย นี่คือเรื่องสนุกอย่างแรก.. ในเปเปอร์ไกด์บอกให้เรา วาดรูป -คนที่รัก- ลงไปในไปรษณียบัตรแล้วนำไปหย่อนบนปากปล่องภูเขา...! เราเลือกหยิบซองที่วางตั้งอยู่ข้างๆ มาคนละซองตามคำอธิบายของพี่คนเดิม ในนั้นจะมีไปรษณียบัตรอยู่สองแผ่น แผ่นหนึ่งมีชื่อกับอายุและรูปเขียนไว้แล้ว ส่วนอีกแผ่นจะว่างเปล่าเว้นเอาไว้ให้เรา เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนโดยที่เราจะได้ไปรษณียบัตรที่วาดรูปแล้วเป็นที่ระลึก ฉันหยิบได้ของเด็กผู้ชายที่ชื่อ Hugo Brice อายุ 9 ขวบ มาจาก Queensland Art Gallery รูปของเขาเขียนว่า i'm a boy เด็กชายฮิวโก้อาจจะเข้าใจอะไรผิด หรืออาจจะต้องการบอกถึงความนับถือตัวเองก็ได้ ฮ่าๆ จะยังไงก็แล้วฉันก็ชอบภาพที่ไม่ใคร่จะตั้งใจวาดของเขานะ.. แล้วพวกเราก็จับจองโต๊ะตัวเล็กๆ ที่มีโหลใส่สีเมจิกกับสีชอล์กเหมือนตาม nursery เชียวล่ะ เราวาดรูปกันสนุกสนาน เสียงหัวเราะของเรามันอาจไร้มารยาทอยู่บ้างสำหรับการชมนิทรรศการศิลปะ แต่สำหรบงานแสดงครั้งนี้ ฉันว่า...เสียงหัวเราะคือบรรยากาศสำคัญที่ศิลปินอยากให้มีเกิดขึ้นเลยแหละ ^^ ซักพักมีชายหญิงต่างชาติอีกคู่มาขอแบ่งปันสีกับเรา.. ช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าต่างภาษาแต่สามารถสื่อกันเข้าใจด้วยสายตาและรอยยิ้มนั้นทำให้ฉันนึกถึงเรื่องดีๆ อีกมากมาย อย่างเช่น การช่วยเก็บเศษตังค์ขอทานที่โดนคนเดินผ่านไปมาเตะกระป๋องบนสะพานลอย ไปจนถึงผู้ชายในชุดพรางสีเหมือนใบไม้แห้งกรอบกับเด็กๆ ผมดำในดินแดนที่ฟุ้งไปด้วยไอฝุ่น.... จะยังไงก็ตาม โต๊ะตัวเล็กๆ ที่เลอะเทอะด้วยสีมากมายมันดูเหมาะเจาะลงตัว ไม่ว่าจะกับฉัน, คู่รักฝรั่งผมทอง, หรือพี่ผู้หญิงในชุดสีขรึมดูทางการกับทรงผมมัดตึงเคร่งเครียด.. ทุกคนเดินเข้ามาด้วยต่างบานประตู แต่เมื่อนั่งก้มหน้าก้มตาระบายสีอยู่กับโต๊ะตัวนี้แล้ว...มันก็ยังดูเหมาะเจาะกันอยู่ดี ฉันเริ่มเข้าใจที่ "ฉัน" ในเรื่อง หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข ของ โยชิโมโตะ บานาน่า ได้มองเห็นในคนไข้ของเขาขึ้นมาหน่อยๆแล้ว -ทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว-

เอาละ กลับมาที่ฉันและชะนีที่รัก ถึงจุดไคลแม็กซ์ของกิจกรรม นั่นคือการไปหย่อนไปรษณียบัตร เราสลัดรองเท้าแล้ววิ่งถลาขึ้นไปบนภูเขาผ้านวม! เนื้อผ้าลื่นๆ กับข้างในที่น่าจะเป็นไม้กระดานลาดเอียงอย่างนั้น สาบานว่าหากใครไม่มีทักษะการปีนทวนสไลเดอร์ล่ะก็..(อนึ่่ง ปีนทวนสไลเดอร์ เป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กอนุบาลผู้ช่ำชองการสไลเดอร์แล้วพอสมควร จะต้องผ่านการทดสอบ ซึ่งถือเป็นบทสำคัญ ก่อนจะริ "ทะโมน" ในขั้นต่อๆไป) เราหย่อนภาพของเราลงไปในรูปปากยิ้มบนปากปล่อง ทั้งที่ยังสงสัยว่าทำอย่างนั้นไปทำไม? พี่ใจดีอธิบายเราชัดแจ้งอีกครั้งเมื่อเราได้ทะโมนกับการปีนขึ้นปีนลงภูเขาอย่างไม่อายสายตาและอายุของเราจนหนำใจ.. รูปภาพในนิทรรศการครั้งนี้เป็นของเด็กๆชาวออสเตรีย ส่วนภาพของเราที่นอนแอ้งแม้งอยู่ก้นภูเขานั้นซักวันหนึ่งข้างหน้าก็อาจถูกใครซักคนนำไปเก็บเป็นภาพที่ระลึกบ้างก็ได้ ฉันถามว่า แล้วครั้งต่อไปจะจัดที่ประเทศไหนคะ? พี่บอกว่า.. ญี่ปุ่น

"ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน"
วันนี้ฉันได้รับภาพคนที่เด็กชายฮิวโก้รัก... และซักวัน ใครคนหนึ่งที่เกาะญี่ปุ่นจะมีภาพของคนที่ฉันรัก มันคือการแลกเปลี่ยนความรัก...ความรักที่วนเวียนไปมาไม่สิ้นสุดบนโลกใบนี้ ในความเป็นจริงเราไม่อาจแลกเปลี่ยนความรักได้ แต่ถ้าจะหมายถึงการแบ่งปันล่ะ...?
section #2
อย่างที่บอกไว้แต่หัวเอนทรี่ ที่เล่าอย่างละเอียดก็เลยมีแค่งานเดียว ส่วนข้างล่างต่อไปนี้มาเขียนเอาวันนี้จ้ะ.. -*- มันก็ไม่ได้ห่างกันนานเท่าไหร่นะ แต่ด้วยความสมองง่อยสุดขีด ก็เลยลืมไปแทบจะหมดแล้ว! ประกอบกับช่วงหลังไม่ได้ดูอย่างตั้งใจ ซึ่งเป็นความพลาดมหันต์สำหรับนิทรรศการที่มีหลายต่อหลายผลงานแบบนี้ ขอโทษด้วยที่ดูเหมือนจะประทับใจกับแค่งานแรกอย่างเดียว แต่ทุกงานมีความพิเศษหมด แค่ไม่ได้เอ่ยถึง(ด้วยความที่สมองง่อย...)
เราขอแนะนำให้คุณมุ่งมาทางผลงานนี้ด้านซ้ายของภููเขาฟูจิทันทีที่คุณระเริงรื่นกับสไลเดอร์ดังที่ว่าเสร็จ เพราะความเป็นเด็กที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วจะสานต่ออย่างไม่สะดุด!
Dress Up Anime เป็นงานเก๋ๆ ที่ผสมการดีไซน์กับงานแอนิเมชั่น ของพี่ตั้ม และคุณฮิโรกะ.. (ใช่ไหม? วชิราภรณ์ ลิมวิภูวัฒน์ คือ คุณฮิโรกะผู้แปล ฮิโตะคะเกะ-หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข? อันนี้ไม่แน่ใจแฮะ แต่เห็นนามสกุลแล้วคุ้นไง ไม่แน่ใจไม่ฟันธงแต่คงใช่..อืม พวกในกะลาก็อย่างนี้ จะพูดอะไรทีเอาแน่นอนไม่ได้เล้ยย) อันนี้สนุกสนานอีกเหมือนกัน ร้องกรี๊ดกร๊าดกันลั่นห้องเลยทีเดียว.. ห้องจัดแสดงแยกออกมาต่างหากเพราะมีจอที่เป็นงานแอนิเมชั่นของพี่ตั้ม และแขวนชุดแปลกๆ ที่เราคงไม่ได้เห็นใครใส่เดินบนถนน(อย่างน้อยก็เมืองไทย) เรากระโจนไปหยิบชุดมาใส่กันตามคำสั่งในเปเปอร์ไกด์ที่แปะอยู่ข้างผนัง.. ดีไซน์ของชุดมีสองแบบ คือ วงกลม กับ สี่เหลี่ยม งงกันล่ะสิ ว่าชุดแบบนี้กับงานแอนิเมชั่นมันเกี่ยวกันได้ไง? ก็เหมือนฉันตอนแรกๆนั่นละ แต่เมื่อลองทำตาม... มันคือเกมสนุกๆ ล้นครีเอท!
แต่อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าอย่าลืมความเป็นเด็ก แล้วมาสนุกไปกับการเอาตัวมาเคลื่อนไหวให้เป็นส่วนหนึ่งของแอนิเมชั่นกัน! เกมแรกคือใส่ชุดวงกลมโดยที่จะมีเรื่องของเจ้าหญิงมะม่วง ยานอวกาศ แล้วก็นก..! ไม่อธิบายดีกว่าว่าต้องทำอะไรยังไง เดี๋ยวไปเล่นแล้วจะไม่สนุกเอา ^^ ปล่อยให้ไปวิ่งโวยวายเหมือนฉันดีกว่า วะฮ่าๆ ส่วนที่สองคือใส่ชุดสี่เหลี่ยม... ทำตามทั้งหมดดูจะรู้ว่ามันเก๋มากๆ two thumbs up!
จากนั้นเดินลอดข้างหลังจะผ่านตู้กระจกที่โชว์ผลงานภาพเขียนของ Morimura Yasumasa และงานผ้ามัดเทคนิคไทยๆ กับรูปแบบกิโมโนอลังการของคุณจารุพัชร อาชวะสมิต ไม่มีรูปบีคอส...ไม่ได้ถ่าย ^^" ตรงข้ามกันอีกฝั่งเป็นภาพเขียนของ Nara Yoshitomo กับเด็กเปรตที่เป็นเอกลักษณ์.. ขอโทษที่เรียกเด็กเปรตนะ แค่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฮ่าๆ คุณคนนี้มักจะวาดภาพเด็กที่ดู ร้ายเดียงสา มีเขี้ยว หน้าขาวซีด ตาเหลืองเหมือนสัตว์ป่าดุร้าย แล้วก็ภาพเด็กที่ให้อารมณ์หดหู่ เศร้าซึม ไม่รู้เป็นไรจู่ๆคิดถึงงานสารนิพนธ์ของพี่ปิ๊กขึ้นมา.. ว่าจะไปขอซื้อเก็บซักเล่ม >__< เอาและๆ นอกเรื่องงงง
หลังจากภาพเขียนหมดแล้ว เราก็เข้าไปในโซนหนังสั้นของ พี่เจ้ย-อภิชาติพงษ์ เสียที! เดินผ่านไปผ่านมาฟังเสียงหนังอยู่นาน.. หนังสั้นเรื่องนี้ชื่อว่า มรกต - Emeral ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องกามนิตที่พูดถึงดวงดาวสองดวงพูดคุยกันจนดับสลายไปในที่สุด ส่วนเรื่องมรกต เป็นชื่อของโรงแรมในกรุงเทพที่ปิดตัวไปในช่วงของความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้านในประเทศ โอ้ย..ไม่พูดไรมากดีกว่า เพราะส่วนหนึ่งลืม(สำคัญสุด)และส่วนหนึ่งคือ.. นอกจาก mv เพลง เพราะฉันและเธอ ของพี่เพชร โอสถานุเคราะห์ ดิฉันก็ไม่เคยดูงานของอภิชาติพงษ์เลยจริงๆ !! แต่อยากบอกว่าภาพสวยมาก... มากจริงๆ แต่ไม่กล้าตีความอะไร เพราะว่าไม่สันทัดกรณี แต่ความรู้สึกที่ดูมันอวลๆ แล้วในที่สุดก็สงบไป... สงบไปกับกลอนที่ยังต่อไม่จบของป้าเจน
จบแล้ว section #2 ที่ง่อยๆ ไปนิด... ไปคราวหน้าจะเกี่ยวให้ได้มากกว่านี้ !! ยังไม่รู้จะไปมั้ย แต่งานนี้มี workshopน่าสนใจเยอะเลยแหละ พลาดแล้วจะเสียดาย ^^" ไงก็เข้าไปเช็คโปรแกรมกันดูที่ บ้านจิมทอมป์สัน กับ เจแปนฟาวด์เดชั่น ดูนะจ๊ะ ไม่ว่าจะชอบกินปลาดิบหรือไม่ชอบก็สมควรไปดูอย่างยิ่งยวด !!!!

เป็นการตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้นว่า
ไม่สมควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง
#1 By kitt on 2008-04-18 13:14