Always : ดูพระอาทิตย์ตกให้หัวใจตื่น
posted on 04 Apr 2008 13:53 by croquette in filmsบังเอิญแบบโชคดี ที่วันนึงเปิดเคเบิ้ล แบบเบื่อๆ ไปเจ๊อะ Always นั่งดูอีกครั้งก็ร้องไห้อีกครั้ง.. แล้วไม่ถึงอาทิตย์ภาคสองก็เข้าโรง ..แน่นอน รีบแจ้นไปดูเลยค่ะ ! ความจริงได้บัตรฟรีที่เฮ้าส์รอบสองทุ่มด้วย แต่ว่าไม่ได้ไป T^T ไม่ผ่านกบว.มามี๊ เศร้ามากกกกก อยากกลับไปอยู่หอเหมือนเดิมว่ะ จะได้ทำตัวเหลวแหลกอีก หึหึ แล้วก็เลยไปดูที่ลิโด้แทน.. ก็ได้ เชอะ! มีคนดูครึ่งโรงได้มั้ง มีโอบ้าจังคนนึงมาดูด้วย กุ๊กบอกว่าชีร้องไห้ตั้งกะเริ่มเรื่องเลยทีเดียว แต่ดูจบคราวนี้เราไม่ร้องแฮะ มันแค่ปริ่มๆ แต่กุ๊กนี่...ร้องไห้ฟืดฟาด 55+

คงเป็นเพราะเพิ่งดูภาค 1 มา คราวนี้เลยยิ่งรุ้สึกดี รู้สึกอิน กว่าเดิมอีก.. แบบมันยังเหลือคำตอบในภาคที่แล้วให้ได้ลุ้นอีกน่ะ ภาคนี้ทำได้ดีแบบ..เท่าเทียมกัน ^^ คือภาคที่แล้วเหมือนจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของ อ.ชางาวะ กับจุนโนะสุเกะ แต่ภาคนี้ทำให้คนดูได้รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครประกอบอื่น ๆ มากขึ้น มีเรื่องของทุกคนเลย เป็นหนังครอบครัวที่เน้นในแง่ของความอบอุ่น ดูเหมือนเค้าจะแบ่งเป็นตอนๆของตัวละครให้ดูนะ ทุกเรื่องมักจะเริ่มด้วยความรู้สึกในแง่ลบอย่างเช่น การสูญเสีย พลัดพราก ความโหยหา ผิดหวังจากความฝัน แต่ทุกตอนจะสรุปด้วยแง่งามๆ ของการเป็นครอบครัว..
"Family is a wonderful thing"
(เพื่อนร่วมรบของพ่ออิปเปพูด)
น่าจะเป็นคำนิยามให้หนังเรื่องนี้ได้เลยนะ... หนังแบบที่พูดถึงสิ่งเล็กๆที่เรามักจะมองข้ามเพื่อจะพบว่าเมื่อมองย้อนกลับมาอีกทีแล้วมันยิ่งใหญ่เหลือเกินแบบนี้ เรียกความตื้นตันได้ดีจริงๆเลย สรุปแล้วว่ามันเป็นหนังที่ดี ดูแล้วอิ่มเอิบเรื่องนึง บางทีอาจจะสะเทือนใจไปกับความผิดหวังของตัวละครแต่หนังก็ตบรางวัลคนดูด้วยการแทรกความรู้สึกสวยงามให้ตัุวละครรวมถึงคนดู...จงตั้งตาหวังและฝันกันต่อไป
ภาคนี้ก็ยังชอบเรื่องของคุณหมออยู่เหมือนเดิม เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตแบบที่... ไม่ต้องเอาชนะก็ได้ เพียงแต่รู้จักอยู่กับความทุกข์ ความทรงจำแย่ๆบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องละทิ้งมันเสมอไป แต่ก็ไม่ใช่จมอยู่กับมันตลอดเวลา แค่กอดมันเอาไว้แล้วเดินไปพร้อมๆกับมันอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด ก็คนเราเลือกจะลืมความทุกข์กันได้ง่ายๆ ซะเมื่อไหร่ ชีวิตคนเรามันมีความทุกข์กันตั้งมากมาย ถ้าทิ้งไปซะหมดหรือเลือกเก็บเอาไว้ซะหมด ก็แย่กันพอดีสิ
ตอนที่สุดๆ ของภาคนี้ คงเป็นตอนที่ อ.ชางาวะ นั่งแป้วเพราะไม่ได้รางวัลอาคุตากาวะอย่างที่หวัง แล้วมาโดนพ่อจุนโนะสุเกะกระแนะกระแหน.. ดูเหมือนคนเป็นนักเขียนเนี่ยจะต้องเจอแต่กับเรื่องเลวร้ายและผิดหวังสินะถึงจะเขียนเป็นงานดีๆ ได้สักชิ้น... หลายคนพูดเอาไว้ว่า ข้อผิดพลาดมักมองเห็นชัดกว่าข้อดี แล้วความทุกข์ก็เหมือนคงจะเหมือนกัน ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น ก็ดูเหมือนจะประทับอยู่เนิ่นนานในใจมากกว่าความสุขสมหวัง? การกลั่นกรองเอาความเจ็บปวดออกมาเขียนดูจะเป็นทางเลือกหลักๆ ที่ใครๆขุดออกมาใช้เป็นดาบแรก ..เพราะการเขียนสิ่งที่เรารู้จักดีนั้นดีที่สุด.. มันก็คงไม่แปลกเพราะคนเราน่ะรู้จักความทุกข์มากกว่าความสุข ถูกไหม?
เออ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราซาบซึ้งสะเทือนใจ หรือฝังความรู้สึกอะไรขนาดนั้นหรอกนะ ภาคนี้แฮปปี้ดี๊ด๊ากว่าภาคที่แล้วเยอะเลย! นั่งขำหลายตอนมากๆ แบบว่าหนังดูมีสีสันขึ้นเยอะ แล้วฉากจบก็น่าประทับใจมาก เป็นภาพคลาสสิคซะจริง ไอ้แสงแบบพระอาทิตย์ตกดินเนี่ย >__< อยากจะขึ้นไปดูบนโตเกียวทาวเวอร์มั่งซักครั้ง (แต่อย่าเดินแรงเดี๋ยวหอมันสั่น - เหมือนพ่ออิปเปบอก ฮ่าๆๆ)

#1 By wesong on 2008-04-08 11:30