บังเอิญแบบโชคดี  ที่วันนึงเปิดเคเบิ้ล แบบเบื่อๆ ไปเจ๊อะ Always นั่งดูอีกครั้งก็ร้องไห้อีกครั้ง.. แล้วไม่ถึงอาทิตย์ภาคสองก็เข้าโรง  ..แน่นอน  รีบแจ้นไปดูเลยค่ะ !  ความจริงได้บัตรฟรีที่เฮ้าส์รอบสองทุ่มด้วย  แต่ว่าไม่ได้ไป  T^T ไม่ผ่านกบว.มามี๊  เศร้ามากกกกก  อยากกลับไปอยู่หอเหมือนเดิมว่ะ  จะได้ทำตัวเหลวแหลกอีก  หึหึ  แล้วก็เลยไปดูที่ลิโด้แทน.. ก็ได้  เชอะ! มีคนดูครึ่งโรงได้มั้ง  มีโอบ้าจังคนนึงมาดูด้วย  กุ๊กบอกว่าชีร้องไห้ตั้งกะเริ่มเรื่องเลยทีเดียว  แต่ดูจบคราวนี้เราไม่ร้องแฮะ  มันแค่ปริ่มๆ  แต่กุ๊กนี่...ร้องไห้ฟืดฟาด 55+




คงเป็นเพราะเพิ่งดูภาค 1 มา  คราวนี้เลยยิ่งรุ้สึกดี  รู้สึกอิน  กว่าเดิมอีก.. แบบมันยังเหลือคำตอบในภาคที่แล้วให้ได้ลุ้นอีกน่ะ  ภาคนี้ทำได้ดีแบบ..เท่าเทียมกัน ^^ คือภาคที่แล้วเหมือนจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของ อ.ชางาวะ กับจุนโนะสุเกะ  แต่ภาคนี้ทำให้คนดูได้รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของตัวละครประกอบอื่น ๆ มากขึ้น  มีเรื่องของทุกคนเลย  เป็นหนังครอบครัวที่เน้นในแง่ของความอบอุ่น  ดูเหมือนเค้าจะแบ่งเป็นตอนๆของตัวละครให้ดูนะ  ทุกเรื่องมักจะเริ่มด้วยความรู้สึกในแง่ลบอย่างเช่น การสูญเสีย  พลัดพราก  ความโหยหา  ผิดหวังจากความฝัน  แต่ทุกตอนจะสรุปด้วยแง่งามๆ ของการเป็นครอบครัว..

"Family is a wonderful thing"
(เพื่อนร่วมรบของพ่ออิปเปพูด)

น่าจะเป็นคำนิยามให้หนังเรื่องนี้ได้เลยนะ...  หนังแบบที่พูดถึงสิ่งเล็กๆที่เรามักจะมองข้ามเพื่อจะพบว่าเมื่อมองย้อนกลับมาอีกทีแล้วมันยิ่งใหญ่เหลือเกินแบบนี้  เรียกความตื้นตันได้ดีจริงๆเลย  สรุปแล้วว่ามันเป็นหนังที่ดี  ดูแล้วอิ่มเอิบเรื่องนึง  บางทีอาจจะสะเทือนใจไปกับความผิดหวังของตัวละครแต่หนังก็ตบรางวัลคนดูด้วยการแทรกความรู้สึกสวยงามให้ตัุวละครรวมถึงคนดู...จงตั้งตาหวังและฝันกันต่อไป

ภาคนี้ก็ยังชอบเรื่องของคุณหมออยู่เหมือนเดิม  เป็นตัวอย่างการใช้ชีวิตแบบที่... ไม่ต้องเอาชนะก็ได้  เพียงแต่รู้จักอยู่กับความทุกข์  ความทรงจำแย่ๆบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องละทิ้งมันเสมอไป  แต่ก็ไม่ใช่จมอยู่กับมันตลอดเวลา  แค่กอดมันเอาไว้แล้วเดินไปพร้อมๆกับมันอาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด  ก็คนเราเลือกจะลืมความทุกข์กันได้ง่ายๆ ซะเมื่อไหร่  ชีวิตคนเรามันมีความทุกข์กันตั้งมากมาย  ถ้าทิ้งไปซะหมดหรือเลือกเก็บเอาไว้ซะหมด  ก็แย่กันพอดีสิ

ตอนที่สุดๆ ของภาคนี้  คงเป็นตอนที่ อ.ชางาวะ นั่งแป้วเพราะไม่ได้รางวัลอาคุตากาวะอย่างที่หวัง  แล้วมาโดนพ่อจุนโนะสุเกะกระแนะกระแหน.. ดูเหมือนคนเป็นนักเขียนเนี่ยจะต้องเจอแต่กับเรื่องเลวร้ายและผิดหวังสินะถึงจะเขียนเป็นงานดีๆ ได้สักชิ้น...  หลายคนพูดเอาไว้ว่า  ข้อผิดพลาดมักมองเห็นชัดกว่าข้อดี  แล้วความทุกข์ก็เหมือนคงจะเหมือนกัน  ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บ ยิ่งแค้น  ก็ดูเหมือนจะประทับอยู่เนิ่นนานในใจมากกว่าความสุขสมหวัง?  การกลั่นกรองเอาความเจ็บปวดออกมาเขียนดูจะเป็นทางเลือกหลักๆ ที่ใครๆขุดออกมาใช้เป็นดาบแรก  ..เพราะการเขียนสิ่งที่เรารู้จักดีนั้นดีที่สุด..  มันก็คงไม่แปลกเพราะคนเราน่ะรู้จักความทุกข์มากกว่าความสุข  ถูกไหม?


เออ แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราซาบซึ้งสะเทือนใจ  หรือฝังความรู้สึกอะไรขนาดนั้นหรอกนะ  ภาคนี้แฮปปี้ดี๊ด๊ากว่าภาคที่แล้วเยอะเลย!  นั่งขำหลายตอนมากๆ  แบบว่าหนังดูมีสีสันขึ้นเยอะ  แล้วฉากจบก็น่าประทับใจมาก  เป็นภาพคลาสสิคซะจริง  ไอ้แสงแบบพระอาทิตย์ตกดินเนี่ย >__<  อยากจะขึ้นไปดูบนโตเกียวทาวเวอร์มั่งซักครั้ง (แต่อย่าเดินแรงเดี๋ยวหอมันสั่น - เหมือนพ่ออิปเปบอก ฮ่าๆๆ)



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ว่าจะไปดูๆๆๆopen-mounthed smile

#1 By wesong on 2008-04-08 11:30

เหี้ยกุ๊กแม่งร้องทุกเรื่อง สงสัยไปดูปิ๊ดปี้ปิ๊ดก็จะร้องด้วย


ถนนมันชื่อสาย 3 จริงๆเว้ย

อยากดูภาคนี้เหมือนกัน แค่ภาคแรกนี้
อัดคติสอนใจมาตรึม open-mounthed smile

#2 By MYレミオ on 2008-04-08 15:54

ไปดูมาแล้วเหมือนกัน เอ เข้าบล๊อกนี้เหมือนดูบล๊อกตัวเองอยู่เลยค่ะ คอเดียวกันๆ ฮะฮะconfused smile

#3 By (^_^)/nana on 2008-04-18 14:03