ช่วงนี้เป็นหวัด... แค่กๆ  แอ้กกกก  ทรมาน T^T

ตากฝนอยู่ทุกบ่อย  แล้วไม่รู้เป็นไร  มาร่างกายอ่อนแอเอาตอนนี้ละเกินน  รู้สึกสนิทกับโรงบาลมากๆ  -*-  เฮ้อออ.. มันช่างแย่



เป็นไข้ตั้งกะวันจันทร์  อังคาร  พุธ...  คือว่า ไม่ใช่ไข้ที่เป็นตลอดเวลาน่ะ  แต่มันจะแบบพอตกเย็นปุ๊บ  เอาละ  ตัวร้อนๆรุมๆ   ไม่เป็นอันทำอะไร  เข้าห้องนอนห่มผ้าอย่างเดียว!  งานก็ต้องทำส่งจาร  โอ้ยยย  การแหกขี้ตาอยู่หน้าคอมตอนเป็นไข้นั้นช่างทรมานเหลือจะกล่าว


กว่าจะว่างยอมไปหาหมอก็ปาเข้าไปวันศุกร์... เชื่อเลย  ว่ายังเป็นไข้อยู่อีก!  โอยยย  เชื่อไวรัสยุค Climate Change อะไรมันจะรุนแรงยังง้านนน  แล้วที่ทรมานแบบยอมไม่ได้คือ  เจ็บคอจนกระเดือกอะไรไม่ลง!!  แม้แต่กลืนน้ำลาย  หรือเวลาพูด  เพราะฉะนั้นเพื่อนๆก็จะยิ้มแย้มเป็นพิเศษ  เนื่องจากช่วงนี้อีแป้งพูดมากไม่ค่อยได้  วีนไม่ออก  55..  ซะอย่างนั้น~





เมื่อวานตอนเย็นหลังจากหาหมอเสร็จ  ก็กลับมาทุกข์ทรมานอยากกินทุเรียน  อยากนั่นนี่ที่กินไม่ได้  กินไปก็ไม่อร่อย  เลยนั่งดูหนัง  Love Actually  แล้วก็ไปขุด dark chocolate ยี่ห้อไรไม่รู้  แต่ดาร์กได้อีกกกก  ออกมากิน  ฮี่ๆ  ^^






ดับไขด้วยหนังรักกับดาร์กช๊อกโกแลต!!!



แหมม... ได้ผลเกินคาดนะเนี่ย 
ปกติแล้วชอคโกแลตก็เป็นยาแก้ไอแก้หวัดได้อย่างนึงแล้ว  แล้วพอมาเจอหนังหวานซึ้งประทับดวงจิตมานมนานเข้าไปอีก  >___<  หายเลย!   ตลกดีน่ะ  พอหนังจบก็  เฮ้ย! ไม่เจ็บคอแล้วอะ  ตัวไม่ร้อนแล้วอะ  5 5 ... (แต่ได้ข่าวว่าตอนนี้เริ่มจะกลับมาเป็นอีกแล้ว  TT__TT) 


Love Actually  เป็นหนังรักที่ประทับใจมากๆ เรื่องนึง.. มันให้อารมณ์ว่า  ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์  ก็จริงแต่ดูทีไรก็ต้องกลับมาถามตัวเองทุกทีเลยว่า...... แล้วนี่ชั้นกะลังทำอะไรอยู่วะเนี่ย?? ทั้งที่ความรักดีๆ รอเราอยู่มากมายข้างหน้า  -_____-"    เอ่ออออ  เขาว่าคนเป็นไข้น่ะจะพร่ำเพ้อใช่ไหม?   5 5 ...






ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพ,  คุณแป้งก็จะรักษาด้วยเหมือนกัน




ปล.  แม้ว่าตอนนี้จะร้อนแทบตาย  แล้วก็ไม่ใช่คริสต์มาส. แต่ก็ยังอินอยู่ดี  อะฮื้อออ

NMBH:Dancin' in a circle(of friends)

posted on 15 Jun 2008 23:22 by croquette  in events


คอนเสิร์ต สบายใจ~

No More Belts' happening
music and art festival
ตอน Circle of Friends
 


แฮปปี้ๆ (^-^)/  วู้ววววว...
คนไม่มากมาย  แสงสีอลัง  แล้วทุกคนก็สุดยอด !
โอวว  เป็นคอนเสิร์ต 9 ชั่วโมง  ที่แฮปปี้จริงๆ ..เก้าชั่วโมง !?  ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อนะนั่น

ก็เพิ่งรู้นะว่างานนี้เค้าทำกันเองกับมือหมดจริงๆ (นอกจากขนเวที + ลากสายไฟ 5 5 )  ก้อไม่มีไรจะรายงานเป็นเรื่องเป็นราวอะ  นอกจากจะบอกว่า....โชคดีจริงๆ แหละ ที่ได้ไปดู!!



ชอบคอนเซ็ปงานนี้ที่ว่าด้วยเรื่องของ  "มิตรภาพ"  แล้วมันก็สื่อออกมาให้รู้สึกแบบนั้นได้จริงๆ ด้วย  ขอพูดในฐานะคนดูว่าไม่มีอะไรจะอิ่มไปกว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน... 

วงกลมที่เราไม่ได้แค่มองอยู่ข้างนอกเฉยๆ แต่กระโดดเข้าไปร่วมเดินอยู่ด้วย! 


นอกจากความ -คุณภาพจริงๆ-  ของศิลปินงานนี้ที่อยากชมเชย  แล้วก็อยากขอบคุณบรรยากาศด้วย... บรรยากาศดีจริงๆ !  เป็นกันเองแบบสุดๆ ทั้งที่เวทีอลังการจริงๆนะ  แสงงาม  กราฟฟิกดีออกอย่างนั้นแต่เหมือนมาดู exhibition  ที่เอาทั้งเพลง หนังสือ เสื้อ งานศิลปะมาโชว์กันของเพื่อนเลย  5 5   เป็นงานน่ารัก  กันเอง  แล้วก็ คุ้มหู!!



คุ้มหู.. ชอบคำเนี้ย  เหมาะเลย



ตอนแรกแอบบ่นกันแหละว่าบัตรแพงๆ  แต่ว่าก็ซื้อ  อยากไป อยากดู อยากฟัง  ทั้งที่จริงๆ เราก็ไม่ใช่ ชาวโนมอร์เบลท์ซะเท่าไหร่  ไม่ใช่แฟนคลับ Friday  ไม่ได้กรี๊ดวงไหนพิเศษขนาดต้องตามไปดูอะไรอย่างนั้น  ทุกวงที่เล่นงานนี้ไม่ได้พิเศษกับเราจริงๆนะ  แต่เป็นวงที่ฟังอยู่ตลอดทั้งนั้น....ก็เท่านั้นแหละ  วงที่ชอบเป็นพิเศษ  กับ  วงที่ฟังตลอด  มันดูคล้ายกันเนอะ?  แต่ว่าต่างกันมากโข 

อืม..เหมือนการที่เราชอบกินทุเรียนหมอนทองแต่ว่าก่อนนอนต้องดื่มน้ำส้ม  อะไรยังงั้นไง  5 5




พูดเรื่องบัตรแพงแล้วขอเอามารวมกับเรื่องงานเดียวกันกับวันที่มีคอนเสิร์ตเมื่อวานหน่อย.. 
ขณะที่คุณแป้งและเพื่อนสาวอีกสามนางระรื่นกันอยู่ในคอนเสิร์ต  เพื่อนสาวหัวใจปลาดิบของเราคนหนึ่งก็ไประเริงอยู่ักับฝูงชนเสื้อน้ำเงินในสนามบอล  เหอๆ  ชีไปในฐานะคนไทย(เออ - จริงๆกุก็คนไทยอยู่แล้วน่ะ  : เพื่อนสาวนางนั้น) ที่ตั้งใจไปดูคนเชียร์บอล ไทย-ญี่ปุ่น เมื่อวาน  แล้วชีก็ประสบความสำเร็จเพราะว่าค่อนสนามใส่น้ำเงินกันทะลักทลาย  คุยกะไอ่กุ๊กแป๊บเดียวแต่พอรู้ว่าจากอารมณ์ไปดูคนเชียร์บอลอย่างที่ตั้งใจ  ก็มีแอบบ่นด้วยเลือดรักชาติเล็กน้อยว่า....คนไทยแม่งไปดูกันน้อยชิบหาย!

เออนะ ก็มันเสียตังค์เข้าดูนี่หว่า..  ก็เลยน่ะแหละ! รู้ๆกัน 
โถๆๆๆ



มันอาจคนละเรื่องก็จริง  แต่ว่าคอนเสิร์ตเมื่อวานนี้ก็คนน้อยเหมือนกัน! 
เจเจมอลล์เคยโดนคุณแป้งสบถใส่เมื่องาน...อะไรซักอย่าง  ที่จัดที่นั่นแล้วปรากฎคนเยอะเกิ๊นน  ที่แคบเกิ๊นนนน  แต่มาคราวนี้  โอววว มันช่างปลอดโปร่งโล่งสบายอะไรอย่างนี้  ตอนแรกก็คิดว่าคงจะคนเยอะล่ะมั้ง  วงดีๆ มารวมกันอย่างนี้   แต่ผลปรากฎก็นั่นแหละ....  รู้ๆกัน !


360.-  นี่มันคงจะแพงเกินกว่าที่วัยรุ่นไทย(ของพี่เชี่ยง)จะรับได้สินะ   หึหึ  ก็ตลกดี  บางคอนเสิร์ตบัตรหมดถล่มทลายแลกกับการที่คนดูยืนโบกเพนไลท์ฟังนักร้องอ้าปากพะงาบ!  ...เอาน่ะ  อย่าไปจิกกัด  ช่วยเข้าใจความชอบส่วนตัวกันบ้างไรบ้างงงงงงง


สองปีก่อน(หรือว่านานกว่านั้น?)  มีคอนเสิร์ตดีๆ  ศิลปินเจ๋งๆ  งานดีชะมัดแล้วบัตรถูกได้ใจ  มันดีไปหมด  แต่พอถึงวันงานจริงๆ  เกิดต้องเสียอารมณ์ด้วยความที่บัตรถูกเกิน...!  คนเยอะไม่เท่าไหร่  แต่พวกคนที่ซื้อบัตรเข้ามาทำอย่างอื่นกันน่ะสิ  ห้าสิบบาท- เหมือนเอาเงินมาโยนทิ้งแลกกับเข้ามาโชว์พาว ทำไรบางอย่าง  แบบว่ามันไม่ใช่น่ะ  ช่วยคิดนิดนึง...


บัตรแพงก็ไม่มีคนดู  บัตรถูกก็เข้ามาตีกัน... โอ !



แต่ว่าเรื่องที่บ่นข้างบนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้วนะ...มั้ง?  หรือว่าไม่ค่อยรู้เรื่องก็ไม่รู้  เพราะว่าก็ไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่  หึหึ  แบบว่ามันต้องสะสมแต้มไง  5 5  นั่นแหละ ก็บ่นเรื่องเก่าๆ ไปอย่างนั้นเอง..  ก็เข้าใจว่าคนเรามันมีหลายประเภท เนาะ?  ตีกันมันเอาท์ไปแล้ววววว   อีนี้เอามาพูดอีก  ช่างไม่รู้เรื่องจริ๊งงง




กลับมาเรื่องคอนเสิร์ตอีกนิด...

ไม่มีรูปมาลงแห่ะ  เพราะว่าโปรแกรมหายไปตั้งนานแล้ว  ไม่ได้หามาลงซะที  แล้วรูปจากมือถือก็มิได้บูตุ๊ดให้ใคร  ถึงบูไปก็ไม่เจอพวกมัน  -*-  แต่ขอย้ำอีกทีว่ารู้สึกดีๆมากมายกับคอนเสิร์ตนี้   แฮปปี้ดี๊ด๊า  แล้วก็ยังบ้าบอ สไตล์ีอีคุณแป้งเช่นเดิม... สงสารเจ๊  ว่าพ้นงานนี้ได้กลายเป็นขี้ปากเราอีกแล้ว  หลังจากเลิกตอแยเค้าไปนาน  5 5   กรี๊ดดดดด  เจ๊... >//<  


งานนี้ได้ฟังเพลงที่ไม่เคยฟังเล่นสดมาก่อนเยอะมาก  พี่ปอยยังสุดยอดเหมือนเดิม  พี่ปอยมีลงมาใกล้ชิดกับแฟนเพลงข้างล่างด้วย  ตรงหน้าพวกเดี๊ยนเลยแต่มิได้เข้าไปกระแซะ  ยืนลอบมองด้วยระยะห่างประมาณหนึ่งศอก... 5 5  กลับบ้านมาฟังอัลบั้มพี่ปอยแล้วยังรู้สึกเหมือนมาร้องให้ฟังอยู่ข้างหู  คือเสียงแกไม่ต่างกับในซีดีเลยแม้แต่น้อย!  โอววว  คุ้มหูค่า ~



วงที่จะมิเอ่ยถึงมิได้เลยก็คือ...  มอร์นิ่งง...มุสุเมะ!  เฮ้ย ไม่!!  Morning Surfers  อุกรี๊ดดด----  ไม่ได้ป๊ะหน้ากันนานจริงๆ นานมากกกก  นานจนพี่ก้วยเปลี่ยนลุคใหม่  จำไม่ได้จริงๆนะนั่น  แล้วพี่เต่าก็เป็นเมโทรไปแล้ว(รถไฟใต้ดิน?  ...-*- จะบ้าเรอะ?)  พี่เชี่ยงดี๊ด๊ามากกกก  วัยรุ่นนนไทยย  เย้ววว!   5 5   เป็นวงที่ดี๊ด๊าที่สุด  เอ่ออ รองจากพี่โด๋วที่ตลกตลอดงาน  -____-  จะตลกไปไหนไม่รู้  รู้แต่ไอ่แป้งนั่งขำตลอดเลย  แฟนแฮพเพนนิ่งกะโนมอคนอื่นเนี่ยเส้นลึกกันหรือไงวะ?  รอบข้างเงียบกริบเชียว  รึว่าแอบขำในใจ  5 5  เออ ลืมพูดถึงคนดูนะ  คนดูเรียบร้อยกันอะ  ด้วยวัยรึเปล่า?  เฮ้ยยย  อย่ามาาาา   มีคุณลุงคนนึงมากับลูกชายด้วย  อายุน่าจะเกิน 45 แล้วแหละ  แล้วลุงแกก็จะโดนแซวตลอดงาน  ตลกกันได้อีก~


แล้วงานวันนี้ MVP  ที่คุณแป้ง คุณหมิว  มอบโล่ให้ด้วยความเต็มใจก็คือ  พี่อั๋น -ร้องนำ Moon  >___<   โออววว  ต้องบอกก่อนว่าเราเพิ่งเคยดูวงนี้เล่นสดเป็นครั้งแรก  ครั้งแรกจริงๆเลยแหละ  นอกจากเสียงคุณภาพ  แล้วก็เล่นมันมากกกกก  ขอชมเชยลูกอ้อนด้วย  5 5   อ้อนเปล่าไม่รู้  บางทีเค้าอาจพูดออกมาจากใจจริงแต่เอาใจเราไปเลย!  คือเค้าก็ออกตัวก่อนว่า  เพลงของวงเค้าน่ะไม่ค่อยมีคนรู้จักหรอกนะ...  ก็จริงๆน่ะแหละ  คือคนดูเมื่อวานจะเงียบๆ  แบบออกแนวนั่ง  ใช้หัวใจฟังเพลงอะไรประมาณนั้น  เพลงมันจะตายแต่ไม่ค่อยลุกกัน(นอกจากโดนบังคับเชื้อเชิญให้ลุก..)  แล้วมีตอนนึงของวงมูน  นักร้องนำก็พูดว่า  ..ถ้าเป็นวงที่ดังแล้วมีคนร้องตามก็คงไม่อะไร  แต่สำหรับพวกเรา ผมดีใจมาก...  อะไรแนวๆนี้ขอโทษทีคำพูดอาจผิดเพี้ยน  แล้วเสียงปรบมือให้มูนก็กระหึ่มเลย  รับรู้ได้ว่าคนดูก็พยายามให้กำลังใจกันนะ  ส่วนพวกเรานี้ก็ปลื้มกันไป   แล้วก็คิดว่าถ้าวงนี้มีซิงเกิ้ลใหม่ออกมาอีก  มีเล่นสดที่ไหนอีกก็อยากจะตามไปดูนะ ^^  


ช่วงน่ารักสุดๆ ก็คือก่อนจบงานที่เป็นวง  NMBH เหมือนรวมดาวออกมาร้องเพลงด้วยกันเนี่ย  >_____<   เหมือนเห็นภาพประวัติศาสตร์อยู่เลยอะ  เว่อไปม่ะ!?  แต่จริงๆ นะ

บนเวทีแฮปปี้กันมากๆ  คนดูก็แฮปปี้ด้วยเหมือนกัน  คงเพราะความรู้สึกมันส่งถึงกันได้ล่ะมั้งเนอะ...  วู้วววว  มันช่างเป็น คอนเสิร์ต feel good จริงๆ  ประทับใจจนอยากเขียนถึงให้ดีๆนะ  แต่ทำไมคุณแป้งชอบมีปัญหาเวลาอยากจะถ่ายทอดอะไรซักอย่างวะ?  พักนี้ยิ่งเล่าเรื่องตลกแล้วแป้กอยู่ตลอดเวลาด้วย... สงสัยจะมีปัญหาด้านการสื่อสารจริงๆ  โอววว  นี่นอกจากจะมีปัญหาสุขภาพรุมเร้ายังไม่พออีกเรอะ??




แต่ว่ามิตรภาพเนี่ย... ไม่ว่าที่ไหนๆ ก็มี  แม้แต่ที่ที่แห้งแล้งสุดๆ   เร่งรีบสุดๆ  ที่ที่แทบจะไม่มีใครใส่ใจกัน  แต่ว่ามันต้องมีอยู่แน่ๆ  อย่างน้อย  เมื่อเรารู้สึกว่ากำลังมองหามิตรภาพ  นั่นก็คือการเริ่มต้นมิตรภาพแล้ว  พูดมาถึงตรงนี้แล้วนึกถึงเพลงนี้ของวงๆนึงที่ทำท่าเหมือนกำลังจะยุบ  T^T  โอเค  ไม่ได้บอกว่ายุบ  แค่บอกว่า  "ทำท่าเหมือนจะ.."


 

Dancing In A Circle
By  ELLEGARDEN

Out of nowhere we gathered here
Looking for a cover and human touch
On the morning of leaving
My packed baggage reminds me of the first day I got here
This is the place where we started
Where we shared good time and bad time
Vans are ready to load
Glance at the cave

Glad meetings and sad partings
Time to leave this hideout

We've been dancing in a circle
We gathered around the candles of each one of us
Though we're gonna have to leave here sometime
I found myself wishing for just one more second
Let our souls guide us

We waited for the storm to pass
In this hideout holding together
Pain of losing
Pleasures of gaining
We have a lot of good stories

Though graffitti we painted fade
This cave will still hold our friendships
Finish the last meal
No more looking back

Encounters mean a lot to me
You're my good fellows

Misunderstanding We had many of them
Misguided efforts Now they are funny stories
Hard time we shared a few laughs and many memories
Moving vans are loaded
Goodbye





เพลงครึกครื้น  แต่จริงๆแล้วเนื้อหามันเศร้าเหมือนกันนะ  ตอนจะจบม.6 ฟังเพลงนี้แล้วหดหู่ด้วย  ทั้งที่อีคนร้องมันโดดกันมันซะขนาดนั้น  5 5  เสมอๆอีวงนี้....ชอบทำเพลงให้คนโดดกันไปก็ซึ้งกันไปทุกทีเลย  เช่อะ  ถึงในเพลงจะยืนยันว่ามิตรภาพที่เรามีมันไม่ได้เปลี่ยนไป  แต่การที่ต้องไปจากสถานที่ที่มีแต่ความทรงจำดีๆอยู่มากมายมันก็เศร้านะ  มิตรภาพอาจไม่สำคัญที่ช่วงเวลา  หรือสถานที่ก็จริง  แม้ว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงแต่เรารู้ว่ามันยังอยู่ก็จริง  แต่ว่าบางทีสิ่งที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้สิ่งที่มีตัวตนที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกมันก็สำคัญด้วยเหมือนกัน



..เขียนยืดยาวอีกแล้ว  ไปอาบน้ำนอนฟังซีดี NMBH ดีกว่า~






Beauty & The Disco Rocker !

posted on 26 May 2008 13:10 by croquette  in chill


ตอนนี้มันแบบว่า... เรื่อยๆ  ไปหมดทุกอย่างเล้ยย

หลังจากเหนื่อยล้ามากมายกับการรับน้อง  ปวดหัวปวดกบาล  กับเด็กสมัยนี้ที่นับวันจะ 'แรง'  กันขึ้นเรื่อยๆ... สมคำพี่บัณฑิตจริงๆ  น้องปีนี้มันออกอาการคุมไม่อยู่ยังไงไม่รู้ว่ะ?  หรือบางทีแล้ว อีปีสองมันจะโง่เง่าเองกันแน่???



บางทีอาจเป็นอย่างหลัง
ใช่แล้ว,  น้องไม่ผิด!



อะ พอๆ  จบแล้ว  อารมณ์ควรจบตาม
(ได้ข่าวยังไม่จบ.. เดี๋ยวมีตามเก็บสแปร์ที่ อคร อีก)




อารมณ์เรื่อยๆ  เลยหาอะไรเรื่อยๆ ทำไปด้วย.. แล้วก็เพราะเรื่องหดหู่เก่าๆ อีกแหละ  ก็เลยวิ่งหนี.... ช่ายย  มันสมควรเรียกว่าวิ่งหนี  เหมือนว่าหนีจากอะไรเดิมๆ  เปลี่ยนแปลงซะบ้างไรบ้าง  คนเราไม่ใช่จะจมอยู่แต่กับวิถีเดิมๆไปตลอดถูกมะ?  แต่ก่อนเคยคิดว่าตัวเองเป็นประเภทที่ชอบอะไร  สไตล์ยังไง  แล้วก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น  ..เป็นเหมือนพวกหัวดื้อ  ที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่พยายามยัดเยียดให้ตัวเองเป็น...อย่างที่อยากเป็น  หรือว่าพยายามจะเป็นให้ได้แบบนั้น  แล้วก็บอกตัวเองว่า  แกจะต้องเป็นคนแบบนี้ๆๆ  อย่าเป็นคนอีกแบบเด็ดขาด  เข้าใจมั้ย  ในเมื่อแกเลือกประเภทแล้วก็จงศรัทธาและบังคับตัวเองต่อไป! 


ก็ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่
แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่า  ..มันไม่สนุก


ก็บังคับตัวเองมันจะมีประโยชน์อะไร ใช่รึเปล่า?  คนเราที่ชอบมีปัญหากับตัวเอง  อาจจะมาจากเหตุผลเดียวที่ว่า  -ไม่ยอมรับตัวเอง-   หมายถึงทุกๆเรื่องแหละ  อย่างเวลาที่โกรธหรือเกลียดใครบางคน  เรามักจะพยายามหาเหตุผลว่าเค้าไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้  พยายามเอาเหตุผลเหล่านั้นมาอ้างเพียงเพื่อจะไม่ต้องยอมรับว่าต้นเหตุของความเกลียดมาจากความอิจฉา..  เพราะการยอมรับว่าตัวเองอิจฉาเท่ากับยอมรับว่าตัวเองเป็นนางร้ายไง?  ลองคิดดูดีๆ  เวลาเราหมั่นไส้ใคร  ไม่อยากมองหน้าใคร  ทบทวนเหตุผลสิ  แล้วจะรู้ว่ามันมักจะเริ่มมาจากความอิจฉาที่มีอยู่ลึกๆ



แต่ก็นั่นล่ะนะ... คนบางคนก็ยังไม่ยอมรับตัวเองอยู่ดี
เข้าใจ, เพราะก็เคยเป็น





และด้วยอารมณ์เรื่อยๆ งงๆ  อึนๆ  5 5   ก็หาอะไรฟังไปมั่วๆ  เปิดทีวีเจอรายการ J-Melo ช่อง NHK  เจอคุณ Leo Imai มาให้สัมภาษณ์..




ก็เพิ่งรู้จักเค้าวันนี้เหมือนกันแหละ  ไม่ได้สนใจอะไร  แต่ดูเพราะเห็นหน้าแล้วรู้สึกมันเหมือนใครซักคนที่รู้จักหว่า?  เหมือนจริงๆแหะ  แต่จำไม่ได้ว่าใคร  แล้วหน้าคุณเลโอคนนี้ก็ไม่ได้ญีุ่ปุ่นเท่าไหร่เลย  แล้วตอนจะจบก็มี MV มาให้ดูเพลง Tokyo Lights 2  โอวววว  ปลื้มเลย  เสียงเค้าเท่มากๆ  แม้ภาษาจะฟังแล้วมันแปร่งๆ  แบบว่าจะญี่ปุ่นรึก็ไม่ชัด  จะอังกฤษก็ปะแหล่มยังไงบอกไม่ถูกแห่ะ  แต่ว่ามันเป็นเพลงที่เท่ดี  ดิสโก้มากๆ  ดนตรีเท่จริงๆ  ไปดู Myspace ของเค้า  บอกว่าตัวเองเป็น Rock  ว้าววว ดิสโก้ร็อค  มันช่างเท่ได้อีก  >__<  แต่ว่าเพลงอื่นๆ ยังไม่ได้ฟังอะนะ  5 5 


โปรไฟล์เค้าบอกว่ามีคุณพ่อเป็นญี่ปุ่น  และแม่เป็นสวีดิช  เกิดที่โตเกียวแต่ไปโตที่ลอนดอน  มีงานเดบิวในฐานะศิลปินอินดี้ตอนปี 2006  แล้วก็ได้เมเจอร์เดบิวกับ EMI  เมื่อ กุมภา 2008 นี้เอง แล้วตอนนี้เค้าก็อายุ 27  บทบาทในการทำเพลงก็คือ  นักร้องนำ, มือคีย์บอร์ด  แล้วก็เขียนเพลงด้วยจ่ะ

Myspace.com/leoimai







ส่วนอีกเว็บ  อันนี้เปิดดูกันเพลินๆ  เพราะสีสวย คนข้างในก็สวย  5 5  ก็คือเว็บของ Hashimoto Reika นางแบบรุ่นพี่ Ray Magazine 



เธอสวย  หุ่นดี  หน้าตาไฮโซไม่โนเนะดีอะ  ชอบ >__<  อยากได้พี่สาวหน้าตาแบบนี้  หรือไม่ก็ถ้าอายุสามสิบแล้วอยากหน้าตาแบบนี้  5 5  เฮ้ย แต่ว่าเรกะซังเค้ายังไม่สามสิบไม่ใช่เหรอ แค่ 27 เองย่ะ  ..เออ ว่าแต่อายุเท่ากับเลโอซังเลยแห่ะ  5 5  อันนี้มิใช่ความตั้งใจแต่อย่างใดนะ

Reika Color

ก็นั่งดูไปเพลินๆ  มีแกลเลอรี่ให้ดูด้วย  สวยงาม  แล้วก็ไดอารี่ก็มีรูป  อิอิ ดูคนสวยแล้วจิตใจเบิกบาน  ดูคนสวยแล้วจะได้สวยตาม (อันหลังพร่ำเพ้อว่ะ)





  เอาล่ะ  แล้วคราวหน้าจะเอาอารมณ์เรื่อยๆ มาพูดถึงอะไรเรื่อยๆ อีก  5 5 




ดูหนังของคนบางคน

posted on 12 May 2008 18:06 by croquette  in films


เวลาดูหนังเนี่ย  เลือกดูกันจากอะไรเหรอ?



เนื่องจากช่วงนี้ปิดเทอมแล้วเราก็ว่างม้ากกกก  เลยกลับมาดูหนังอีกแล้ว -___-  บอกว่ากลับมาแต่ไม่ใช่ว่าเลิกดู  5 5   แต่มันเป็นอารมณ์แบบว่ามานั่งดูจริงจัง  เพราะเวลาเปิดเทอมเงี้ย  ก้อต้องปั่นๆๆ งาน  แล้วก้อทำเรื่องบันเทิงอื่นๆ (เช่น  ไปในที่ที่คนเอาตัวสีกัน..) แต่พอเปิดเทอมตารางชีวิตมันนิ่งสนิท  ไม่มีข้ออ้างให้ออกไปแร่ดได้ข้างนอก  เราจึงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน  นั่งพับเพียบเป็นนกน้อยในกรงทอง  5 5   ก็ว่าไปนั่น  จริงๆมันไมได้แย่หรอก  เออ อยู่บ้านน่ะไม่ได้แย่ขนาดนั้น  ออกจะแฮปปี้และมีความสุข  ได้พักผ่อนแบบไม่รู้จะพักยังไงแล้ว  เพราะว่าตัวเองขี้เกียจ  ไม่เรียนซัมเม่ออย่างคนอื่นเค้า  (เดี๋ยวเมิงจะรู้พออยู่ีปีสาม  วะฮี่ๆ)



เออ กลับมาเรื่องดูหนัง..  ไอ่การเลือกที่พูดเนี่ยหมายถึงเวลาไปร้านวิดีโออย่างไม่รู้จะดูอะไร  ก็ต้องไปยืนเลือกๆๆๆ  ซึ่งตามร้านมันไม่ได้มีอะไรมากมายซักเท่าไหร่หรอกเอาเข้าจริงๆ  เกินกว่าครึ่งในร้านวิดีโอ(ธรรมดาทั่วๆไปที่ทุกคนคุ้นเคย) มักจะมีหนังที่เรา  ยี้  อยู่เสมอ... หนังยี้ที่เราหลีกเลี่ยงจะดู  ไม่ว่าจะด้วยมันไม่น่าสนใจ  เป็นหนังที่วางเอาไว้เพื่อการรกชั้นวางมากๆ  5 5  ก็หนังอะไรพวกนั้นแหละ  แต่ว่าหนังดีๆมันก็มี  แล้วหนังดีๆ ซ่อนอยู่ลึกๆมันก็มีอีกเหมือนกัน  

ไอ้การตามล่าหาหนังแบบเนี้ย  ถ้าไม่มีข้อมูลในหัวอย่างเช่นว่า  ไปอ่านรีวิวมาก่อน  หรือเป็นหนังชื่อคุ้นๆที่ไม่เคยดู  ก็คงจะยาก  แต่พักนี้เราใช้วิธีว่าตามหาหนังที่ คนบางคน พูดถึง...   คนบางคนนี่ก็ต้องเลือกเหมือนกันนะ  5 5  อย่างเช่น พวกคนที่เรานับถือวิถีชีวิตเค้า  นับถือความคิด  แอบปลื้มหน้าตา(อันนี้เริ่มไร้สาระ  แต่เป็นเหตุผลสำคัญ  อ้าว)  ก้อสรุปคือบรรดาคนที่เราปลื้มทั้งหลายแหล่

แล้วมันก็ตลกดี  ที่ช่วงนี้อยู่ๆได้ดูหนังที่คนพวกนั้นพูดถึงหมดเลย
ก็มีอันที่ไปหาเช่ามาดูเอง  แล้วก็อันที่บังเอิญเปิดเจอในช่องเคเบิ้ลด้วยแหละ





Magnolia   ** เคยเขียนถึงแล้วในบลอคแฟนเอวกะเด้ง


เป็นหนังที่มี(คนที่หน้าเหมือนเปิ้นมากๆ อย่าง ) ทอม ครูซ แสดงนำ..  โอวว  เป็นหนังน่าดุที่มีนักวิจารณ์พูดถึงกันอย่างมากมายด้วย  ความรู้สึกหลังจากดู....ก็ไม่พูดไรมาก  ไม่สันทัดกรณี  -__-  แต่ก็พบว่าเป็นหนังที่ saved me อย่างที่เค้าบอกจริงๆ  คือมันจะพูดถึงเรื่องราวของคนหลายๆ แบบ ที่มีเรื่องให้รู้สึกถึงความล้มเหลวความพ่ายแพ้ในรูปแบบต่างๆ กัน  แต่ที่สุดแล้วมันก็จะผ่านพ้นไปได้ โฮโซมิซังเอ้ยย  บางทีประโยคนี้ที่บางคนเค้าพูด  ...แล้วเราจะเรียนรู้กันได้ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดพลาดเท่านั้นน่ะเหรอ?  มันอาจจะจริงก็ได้ล่ะมั้ง  เราก็ไม่รู้  หนูเพิ่ง 19 คร้า~ 55*5   แต่หนังเรื่องนี้ใช้ความเกี่ยวโยงของคนมาเล่าแบบมีเสน่ห์มากมาย  แถมยังมีเพลงเพราะพริ้งงง ในตอนเกือบๆท้ายของเรื่องด้วย  ซึ่งเป็นเพลงที่โฮโซมิพูดถึงในไดอารี่นั่นเอง  ในหนังให้ตัวละครแต่ละตัวร้องคลอตามเพลง  ทั้งเสียง คนแก่ เด็ก ผู้หญิง เกย์เฒ่า(?) และทอม ครูซ  (ฮริ้ววว)  มันฟังแล้ว อะฮื้อออ มากๆ น่ะ T^T 

แล้วก็โปสเตอร์ที่เอามาแปะให้ดู  อันนี้เป็นหนึ่งในหลายๆเวอชั่นนะ  แต่ชอบอันนี้... เป็นฝนกบ  ซึ่งเป็นฉากอันฮือฮาของหนังเรื่องนี้มากๆ ว่าผู้กำกับนั้นจงใจจะบอกอะไร  แต่สำหรับเรา  เออะ... มันค่อนข้างแขยง  55  จริงๆนะ  แบบว่าเกลียดพวกกบเขียดอะไรเงี้ย  แล้วอยู่ๆในหนังที่กำลังเป็นจุดไคลแม็กซ์แบบตื่นเต้นมาก  ก็มีเสียงกบตกลงมาเป็นพันๆ หมื่นๆตัว  ตกลงมาตามจำนวนเม็ดฝนปกติน่ะคิดดู  เสียงกบหล่นแอ้กบนถนนเนี่ยยย ฟังแล้วหยึยยย มากๆ แล้วยังมีเลือดกบเต็มกระจกรถไปหมด     มันมีตอนนึงที่ PR ของรายการโทรทัศน์ตอบคำถามพ่อหนูอัจฉริยะในเรื่องที่สงสัยเกี่ยวกับเรื่องการพยากรณ์อากาศว่าคนพยากรณ์น่ะอยู่นอกโลกอย่างนั้นเหรอถึงรู้ว่าฝนจะตก  PRคนนั้นก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า  ฝนตกน่ะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ....  แล้วถ้าอย่างนั้นไอ้การฝนตกลงมาเป็นกบล่ะ?  บางทีอาจจะเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนกันล่ะมั้ง  ก็ชีวิตคนเราอย่างน้อยมันก็ต้องมีเรื่องคาดไม่ถึงเกิดขึ้นบ้างไม่ใช่เหรอ?  เรื่องที่แปลกประหลาดหรือบังเอิญ ไง  เพราะงั้นการที่มีฝนตกลงมาเป็นกบเองก็ถือว่าเป็น "ธรรมชาติ" เหมือนกันสินะ?  55 พอเถอะๆ

เอาเป็นว่าเราสนุกสนานกับหนังยาวๆเรื่องนี้มากมาย  แล้วเพลงก็เพราะจริงๆ ^^  เอาเนื้อเพลงมาฝากกัน  ลองไปหาฟังดูนะ  แต่ฟังตอนดูดีวีดีไปจะอินกว่ามาก  ฮา..


Wise Up
by  Aimee Mann

It's not what you thought
When you first began it.
You got, what you want
You can hardly stand it though
By now you know

It's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up

You're sure, there's a cure
And you have finally found it.
You think, one drink
Will shrink you 'till you're underground
And living down

But it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up

Prepare a list for what you need
before you sign away the deed

Cause it's not going to stop
It's not going to stop
It's not going to stop
Till you wise up.

No it's not going to stop
Till you wise up
No it's not going to stop
So just give up







John Q.



เรื่องนี้เคยอยากดูมากๆๆๆ เมื่อนานแล้ว  เพราะมีคนบางคนพูดว่า  ดูกี่รอบก็น้ำตาไหล  ก็เลยอยากรู้ว่ามันซึ้งอะไรขนาดนั้น  เคยเดินไปร้านวิดีโอแล้วก็กำลังจะเช่า  แต่เห็นหน้าปก บวกกับชื่อภาษาไทยแล้วมันไม่ใช่แนวแฮะ  ณ ตอนนั้นคิดเอาเองว่า  โอววว คงจะแอคชั่นเลือดสาดล่ะสินะ

แต่ว่าในที่สุดก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้  เพราะมีวันนึงอยากเช่าให้ได้ครบจำนวนโปรโมชั่น!
ก็มานั่งดูอย่างไม่ได้คาดหวังอะไร...  การดูโดยไม่ได้คาดหวังนี่มันเป็นเรื่องสำคัญนะ  เพราะบางครั้งบางเรื่องเวลาเข้าไปดูแบบคาดหวังแล้วมักจะออกมาตรงกันข้ามเสมอ  ซึ่งก็อาจไม่ใช่ความผิดของตัวหนัง  แต่เป็นเพราะคนดูอย่างเรา ชอบไปคิดเอง ก็ได้



ส่วน John Q  ดูเสร็จแล้วรู้สึกว่า.. มันเป็นหนังที่ดี  ดีมากๆ เรื่องนึง  ทั้งประทับใจในความรักอันสุดแสนจะซาบซึ้งและมันก็ไม่ได้เกินเลยในความเป็นจริงเลย  ความรักที่มีต่อใครสักคนมากๆ ขนาดนั้นอาจทำให้เราตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ลงไป  มันทั้งดูโง่  ดูผิด  ดูขวางโลก  บางทีก็ดูเป็นคนเลว?  แต่ว่ามีประโยคนึงที่บอกว่า  "สังคมบีบบังคับให้เราทำอะไรชั่วๆ"  ประมาณนี้น่ะ   มันเป็นประโยคที่โพล่งออกมาแล้วความวุ่นวายใจของเราที่ดูในตอนนั้นสิ้นสุดลง  มันเป็นความวุ่นวายใจที่เกิดจากว่า...อะไรกันแน่ที่ถูกหรือผิด?  ในเรื่องจอห์นทำการยึดโรงพยาบาลเพียงเพื่อต้องการจะให้ลูกของเค้าซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจได้มีรายชื่อเข้ารับการผ่าตัด  ซึ่งการผ่าตัดนั้นจะต้องมีการวางมัดจำก่อนเป็นเงินจำนวนมหาศาลและครอบครัวขนาดกลางๆที่กำลังย่ำแย่ของเค้าก็ไม่มีเงินขนาดนั้น  ไม่ว่าจะทำทุกทางทั้งการเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆ  หรือไปขอกู้กับกองทุนต่างๆ  ซึ่งแสดงถึงความไม่เท่าเทียม  ความเอาเปรียบของหน่วยงานนั่นนี่  ซึ่งมันเป็นปัญหาจริงๆเลยของสังคมทุกวันนี้  ทุกประเทศทุกพื้นที่มันเป็นอย่างนี้หมดสินะ  แล้วเมื่อเข้าตาจนจริงๆ  ลูกของเค้ากำลังจะตายและโรงพยาบาลก็แสนจะขูดเลือดขูดเนื้อ  จอห์นก็เลยต้องวางแผนแบบไม่โปรเอาซักกะนิดเพื่อขู่โรงพยาบาล  โดยตามธรรมชาติของหนังต้องปั้นคนให้ดูให้อยู่ฝ่ายตัวเอก  หนังเรื่องนี้ก็ทำแบบนั้นแต่ว่าเค้าเสนอมุมของฝ่ายตรงข้ามตัวเอกอย่าง ผอ.สาวของโรงพยาบาล  และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สมจริงและน่าคล้อยตามด้วยมากๆ  คนดูจะรู้สึกเข้าใจทั้งในภาคของจอห์นคิวแล้วก็คนอื่นๆ  มันเป็นปัญหาที่ตกทอดมาจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ  อย่างเรื่องของนโยบายโรงพยาบาล  เรื่องการทำงานของตำรวจ  ทุกอย่างมันไม่ได้มีแค่มุมเดียวเลย  ในเหตุการณ์นึงบางทีเราไม่รู้จะสงสารใคร  ไม่รู้จะโทษว่าเป็นความผิดใคร... 



ที่ร้องไห้เพราะดูเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ซึ้ง  แต่ว่ามันหดหู่ไปหมด  มันเป็นหนังแอคชั่นที่ระทึกอารมณ์สมกับชื่อเรื่องภาคไทยเลย  แต่ว่า...ไม่มีแรงจะไปตื่นเต้นกับฉากเหล่านั้นซักกะนิด  หดหู่ไปหมดจริงๆ




เพิ่งบอกให้ต้องไปดูหนังเรื่องนี้  แล้วมันก้อเมสเซจมาบอกความประทับใจที่มีอย่างล้นเหลือ  5 5  เรากับต้องคิดเหมือนกันว่า  อีจอห์นคิวเนี่ย  จบเพราะหน้าปกดีวีดีจริงๆ  5 5  พวกไม่แนวแอคชั่นก็พากันเมิน  ทั้งที่จริงมันเป็นหนังดีออกขนาดนี้แท้ๆ  !!





 

Cube 2  :  Hypercube



เรื่องสุดท้ายไม่พูดอะไรมาก  ไม่ใช่แนวอีกแล้ว  5 5  แต่ชอบตรงที่เค้าใช้ฉากเป็นห้องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่ใส่แนวคิดอะไรแบบโลกไซเบอร์ที่หรูหราฟู่ฟ่าจริงๆ  เราไม่เคยดูภาค 1  แห่ะ  แต่อันที่คนบางคนบอกว่าชอบน่ะเป็นภาค 1  แอบไปหารีวิวอ่านหลายคนบอกว่าภาค 1 ดูดีกว่าสนุกกว่า  แต่ภาคนี้ไฮโซตรงหลักการและไอเดียของอีห้องลูกบาศก์  ฮาๆ   แต่ว่าค่อนข้างจะทึ่งกับหลักการทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ที่เอามาเป็นโครงเรื่องนี้จริงๆ เลย  โอ, มันทำขึ้นในโลกตอนนี้จริงๆได้เลยใช่มั้ยน่ะ?

แต่โอวว เรื่องนี้ไม่มีอะไรจะให้พูดแห่ะ  -__-  แต่ว่ามันก็เป็นหนังนอกสายตาอีกเรื่องที่สมควรแล้วที่ได้ดู  อะฮื้มม~







เอนทรี่หน้าอยากพูดเรื่องหนังอีก   5 5  หาอะไรมาคั่นก่อนดีล่ะ?



 

 

ไปนิทรรศการต้มยำปลาดิบมาแล้วครั้งนึง  เมื่อวันศุกร์ ก่อนสงกรานต์  แต่คิดว่าจะไปอีก (-3-) เพราะว่าชอบมาก!  นี่มันสวนสนุกชัดๆ !!  แต่รู้สึกว่ายังดูอะไรได้ไม่ทั่วเท่าไหร่เลย  เพราะว่ารีบด้วยล่ะมั้ง  รีบพาพงศ์ไปช้อปปิ้งต่อ  อีนี่...เบียดเบียนความสำราญกันซะจริง  เป็นนิทรรศการเล็กๆ แต่สนุกจัง  จะว่าเล็กก็ไม่เชิงนะถ้าดูจากชื่อศิลปินล่ะก็..  สำหรับคนสนใจเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ที่  บ้านจิมทอมป์สัน  นะคะ  ปิดเทอมว่างๆงี้ไปหาอะไรสนุกสนานแบบไม่เสียตังทำกันดีกว่า  ฮ่าๆๆ นี่ก็เน้นไม่เสียตังเรื่อยเลย -*- 

เอาแหละ! ข้างล่างนี่คือสิ่งที่เขียนพอกลับมาบ้านวันนั้น.. ไม่ค่อยยุติธรรมไปหน่อยเพราะเล่าละเอียดยิบแค่ไม่กี่งานเอง(ความจริงแค่งานเดียวด้วยซ้ำเหอะ..) เป็นเพราะว่าเขียนทิ้งเอาไว้แล้วเกิดขี้เกียจพอกลับมาอีกทีก็จำอะไรไม่ได้แล้ว  ไม่อยากเขียนไอ้ที่ไม่ค่อยมั่นใจน่ะ ^^"  แล้วคราวนี้เขียนแบบบ้าบอ  ฮ่าๆ  เอาสาระอะไรไม่ได้นักหรอก  เพราะไม่ใช่พวกสันทัดกรณีอยู่แล้ว~ เขียนขำๆ ก็อ่านขำๆ เนอะ

 




section #1

บ่ายที่แสนจะร้อนอบอ้าว  มันเย็นสดชื่นอย่างประหลาดเมื่อเราสองคนมาหยุดยืนอยู่ใต้ชานเรือนไม้ทรงไทยที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใบเขียว... บ้านจิมทอมป์สันมีนักแสวงหาศิลปะมาเยี่ยมเยียนไม่ขาด  ฉันผู้ซึ่งแทบละลายกับแดดร้อนจัดของกรุงเทพ  มองนักท่อง-เที่ยวเหล่านั้น  นั่น,แบ็คแพ็คใบโตๆ ..มันคิดว่ากรุงเทพเป็นป่าเขาหรือวะ ถึงต้องหอบของมากมายไปไหนมาไหนตลอดเวลา, เสื้อยืดพื้นๆ ไม่ก็ลายเบียร์สิงห์ กับกางเกงห้าส่วนสีกากี..เอาเข็มขัด หมวก กะผ้าพันคอหน่อยไหม? พ่อลูกเสือชาวบ้าน, ขนหน้าแข้งอุยๆสีทองแบบไม่ต้องมาย้อมหลอกๆ เหมือนสาวไทยที่เผอิญขนดกแต่คร้านจะแว๊กซ์เลยย้อมสีบังหน้าซะ, และยังอื่นๆ อีกมากมายที่ดูหน้าตาคล้ายกันไปหมด.. ฉันตาลาย  โอ, หรือใครใช้วิชานินจาแยกร่างลอบทำร้ายพวกเราอยู่กันนะ? 

เราพากันไต่บันไดไม้ขึ้นไปชั้นสองตามแผนในหัว  ฝรั่งพุงพลุ้ยกับแหม่มสาวผมหยิกขอดดึงความสนใจเราไว้ไม่ได้อีกต่อไป (ใช่, ถ้าเป็นหนุ่มปลาดิบ-วาซาบิ-ซาชิมิ-อุด้ง ล่ะก็.. เราคงอยากจะแนบชิดแล้วชักชวนเค้า "ขึ้นห้อง" ไปด้วยกันเป็นแน่แท้ อิอิ)

ฉันเดินมึนๆ ไปหยิบสูจิบัตรสีแดงสะท้านที่ตัดฉับด้วยตัวอักษรสีขาววางเลย์เอาท์เรียบง่ายได้ใจความ...แต่นั่นล่ะ ญี่ปุ๊น-ญี่ปุ่น  "ขาว-แดง-เรียบง่าย"  แล้วอยู่ๆเสียงแหววี้ดว้ายก็ดังขึ้น

"แอร๊ยยย  ตุ๊กตากระแด่ดดด!  มีสีให้ระเบยเด้ยย---"
(ว้าย ตุ๊กตากระดาษ! มีสีให้ระบายด้วย)

ชะนีหนุ่มเพื่อนรักอุทานอย่างชอบอกชอบใจ  กรีดนิ้วมือหยิบกระดาษเอสี่ ที่ซีร็อกซ์ไว้เป็นลายตุ๊กตาผู้หญิงใส่บิกินี่ ล้อมด้วยเสื้อผ้าหลากหลายแบบและวัฒนธรรม  ทั้งกิโมโน  ชุดลำลองแบบสากล  รวมไปถึงกระโปรงผ้าทอยาวกรอมเท้า  เดือยยื่นตรงสองบ่าอันเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นตุ๊กตากระดาษ  ชะนีหนุ่มตั้งท่าถกแขนเสื้อค้นหาสีชอล์กในโหลแก้วตรงหน้าอย่างสาแก่ใจ  ฉันหันหลังให้ประตูห้องจัดแสดงนิทรรศการตรงหน้า  บ้าจี้..หยิบตาม  เออสนุกเว้ย! ระบายสีกัน~  ขณะที่พวกเรากำลังระรื่นจนเกือบลืมจุดมุ่งหมายสำคัญไปเสียสิ้นอยู่นั้น

"น้องครับ  มานั่งระบายสีข้างในก็ได้นะ ข้างนอกมันร้อน"

พี่ผู้ชายตัวเล็กๆ โผล่หน้าออกมาเรียกพวกเราด้วยน้ำเสียงใจดีแบบที่ไม่ได้หลอกไปขายแน่ๆ  ฉันและเพื่อนตวัดสายตาเช็คอุณหภูมิ "ข้างนอกมันร้อน" ที่พี่เขาว่าเพียงครู่  จากนั้นเราสองก็แทบจะถลาเข้าไปตามเสียงเรียกแห่งสวรรค์

ช่ายยย...นี่มันสวรรค์(ชั้นสอง ไม่ใช่ชั้นเจ็ด) แถมยังมีภูเขาฟูจิเสียด้วย!  งานศิลปะชิ้นแรกตั้งตระหง่านรอรับเราที่เบรกกันหน้าทิ่มด้วยวิ่งเข้าไปเร็วสุดแรง  ผ้าสีฟ้าสดมีลายดอกสีขาว ไม่ค่อยต่างอะไรกับลายผ้านวมตามชั้นวางในห้างตรงแผนกเครื่องนอน  ผิดแต่มันผืนใหญ่โต ตระหง่านคลุมอะไรสักอย่างจนได้รูปได้ร่างเหมือนภูเขาย่อมๆยังไงยังงั้น  ขนาดของภูเขาฟูจิลายดอกลูกนี้กินพื้นที่จัดแสดงไปหนึ่งในสาม  ข้างบนเหมือนปากปล่องที่อาบด้วยหิมะสีขาว  มีรูปใบหน้ายิ้มแย้มติดเอาไว้สามด้าน  อา..ฉันนึกถึงใบหน้าจอร์จ วอชิงตัน บนเมานท์รัชมอร์   ขึ้นมาทำไมไม่รู้  แต่มันไม่คล้ายกันสักนิด  อา..ฉันฟุ้งซ่านเต็มที่  ขอบพระคุณมือที่มาคอยกระชากลากถูในตอนนั้นของเพื่อน... ชี(ออร์ ฮี?) พาฉันมาหยุดหน้าผนังยาวที่มีรูปภาพแบบเด็กวาดแปะอยู่เต็มไปหมด  มันอยู่ในส่วนเดียวกับภูเขาสีฟ้าลายดอกนั่นแหละ 



และนี่ คือส่วนจัดแสดงผลงานของ Ozawa Tsuyoshi เอ? ประวัติของเขารวมทั้งผลงานและแนวการทำงาน  ฉันลืมไปหมดแล้ว...อันที่จริงฉันเพียงกวาดสายตาอ่านเร็วๆ แล้วมาหยุดที่เปเปอร์ไกด์ของคุณโอซาวะ

Everyone Likes Someone As You Like Someone
ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน  

ฉันนับถือการคิดชื่อผลงานที่มีเสน่ห์แบบนี้ว่ะ  ความซับซ้อนที่แสนเรียบง่าย  นี่คือเรื่องสนุกอย่างแรก.. ในเปเปอร์ไกด์บอกให้เรา วาดรูป -คนที่รัก- ลงไปในไปรษณียบัตรแล้วนำไปหย่อนบนปากปล่องภูเขา...!  เราเลือกหยิบซองที่วางตั้งอยู่ข้างๆ มาคนละซองตามคำอธิบายของพี่คนเดิม  ในนั้นจะมีไปรษณียบัตรอยู่สองแผ่น  แผ่นหนึ่งมีชื่อกับอายุและรูปเขียนไว้แล้ว  ส่วนอีกแผ่นจะว่างเปล่าเว้นเอาไว้ให้เรา  เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนโดยที่เราจะได้ไปรษณียบัตรที่วาดรูปแล้วเป็นที่ระลึก  ฉันหยิบได้ของเด็กผู้ชายที่ชื่อ Hugo Brice อายุ  9 ขวบ  มาจาก Queensland Art Gallery  รูปของเขาเขียนว่า i'm a boy เด็กชายฮิวโก้อาจจะเข้าใจอะไรผิด  หรืออาจจะต้องการบอกถึงความนับถือตัวเองก็ได้  ฮ่าๆ  จะยังไงก็แล้วฉันก็ชอบภาพที่ไม่ใคร่จะตั้งใจวาดของเขานะ.. แล้วพวกเราก็จับจองโต๊ะตัวเล็กๆ ที่มีโหลใส่สีเมจิกกับสีชอล์กเหมือนตาม nursery เชียวล่ะ  เราวาดรูปกันสนุกสนาน  เสียงหัวเราะของเรามันอาจไร้มารยาทอยู่บ้างสำหรับการชมนิทรรศการศิลปะ  แต่สำหรบงานแสดงครั้งนี้  ฉันว่า...เสียงหัวเราะคือบรรยากาศสำคัญที่ศิลปินอยากให้มีเกิดขึ้นเลยแหละ ^^  ซักพักมีชายหญิงต่างชาติอีกคู่มาขอแบ่งปันสีกับเรา.. ช่วงเวลาที่คนแปลกหน้าต่างภาษาแต่สามารถสื่อกันเข้าใจด้วยสายตาและรอยยิ้มนั้นทำให้ฉันนึกถึงเรื่องดีๆ อีกมากมาย  อย่างเช่น การช่วยเก็บเศษตังค์ขอทานที่โดนคนเดินผ่านไปมาเตะกระป๋องบนสะพานลอย  ไปจนถึงผู้ชายในชุดพรางสีเหมือนใบไม้แห้งกรอบกับเด็กๆ ผมดำในดินแดนที่ฟุ้งไปด้วยไอฝุ่น.... จะยังไงก็ตาม โต๊ะตัวเล็กๆ ที่เลอะเทอะด้วยสีมากมายมันดูเหมาะเจาะลงตัว  ไม่ว่าจะกับฉัน, คู่รักฝรั่งผมทอง, หรือพี่ผู้หญิงในชุดสีขรึมดูทางการกับทรงผมมัดตึงเคร่งเครียด.. ทุกคนเดินเข้ามาด้วยต่างบานประตู  แต่เมื่อนั่งก้มหน้าก้มตาระบายสีอยู่กับโต๊ะตัวนี้แล้ว...มันก็ยังดูเหมาะเจาะกันอยู่ดี  ฉันเริ่มเข้าใจที่  "ฉัน" ในเรื่อง หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข ของ โยชิโมโตะ บานาน่า  ได้มองเห็นในคนไข้ของเขาขึ้นมาหน่อยๆแล้ว  -ทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว-


เอาละ กลับมาที่ฉันและชะนีที่รัก  ถึงจุดไคลแม็กซ์ของกิจกรรม  นั่นคือการไปหย่อนไปรษณียบัตร  เราสลัดรองเท้าแล้ววิ่งถลาขึ้นไปบนภูเขาผ้านวม! เนื้อผ้าลื่นๆ กับข้างในที่น่าจะเป็นไม้กระดานลาดเอียงอย่างนั้น  สาบานว่าหากใครไม่มีทักษะการปีนทวนสไลเดอร์ล่ะก็..(อนึ่่ง ปีนทวนสไลเดอร์  เป็นหนึ่งในทักษะที่เด็กอนุบาลผู้ช่ำชองการสไลเดอร์แล้วพอสมควร  จะต้องผ่านการทดสอบ  ซึ่งถือเป็นบทสำคัญ  ก่อนจะริ "ทะโมน" ในขั้นต่อๆไป) เราหย่อนภาพของเราลงไปในรูปปากยิ้มบนปากปล่อง  ทั้งที่ยังสงสัยว่าทำอย่างนั้นไปทำไม?  พี่ใจดีอธิบายเราชัดแจ้งอีกครั้งเมื่อเราได้ทะโมนกับการปีนขึ้นปีนลงภูเขาอย่างไม่อายสายตาและอายุของเราจนหนำใจ.. รูปภาพในนิทรรศการครั้งนี้เป็นของเด็กๆชาวออสเตรีย  ส่วนภาพของเราที่นอนแอ้งแม้งอยู่ก้นภูเขานั้นซักวันหนึ่งข้างหน้าก็อาจถูกใครซักคนนำไปเก็บเป็นภาพที่ระลึกบ้างก็ได้  ฉันถามว่า  แล้วครั้งต่อไปจะจัดที่ประเทศไหนคะ?  พี่บอกว่า.. ญี่ปุ่น


"ทุกคนชอบใครบางคนเหมือนที่คุณชอบใครบางคน"

วันนี้ฉันได้รับภาพคนที่เด็กชายฮิวโก้รัก... และซักวัน  ใครคนหนึ่งที่เกาะญี่ปุ่นจะมีภาพของคนที่ฉันรัก  มันคือการแลกเปลี่ยนความรัก...ความรักที่วนเวียนไปมาไม่สิ้นสุดบนโลกใบนี้  ในความเป็นจริงเราไม่อาจแลกเปลี่ยนความรักได้  แต่ถ้าจะหมายถึงการแบ่งปันล่ะ...?





section #2

อย่างที่บอกไว้แต่หัวเอนทรี่  ที่เล่าอย่างละเอียดก็เลยมีแค่งานเดียว  ส่วนข้างล่างต่อไปนี้มาเขียนเอาวันนี้จ้ะ.. -*-  มันก็ไม่ได้ห่างกันนานเท่าไหร่นะ  แต่ด้วยความสมองง่อยสุดขีด  ก็เลยลืมไปแทบจะหมดแล้ว! ประกอบกับช่วงหลังไม่ได้ดูอย่างตั้งใจ  ซึ่งเป็นความพลาดมหันต์สำหรับนิทรรศการที่มีหลายต่อหลายผลงานแบบนี้  ขอโทษด้วยที่ดูเหมือนจะประทับใจกับแค่งานแรกอย่างเดียว  แต่ทุกงานมีความพิเศษหมด  แค่ไม่ได้เอ่ยถึง(ด้วยความที่สมองง่อย...) 



เราขอแนะนำให้คุณมุ่งมาทางผลงานนี้ด้านซ้ายของภููเขาฟูจิทันทีที่คุณระเริงรื่นกับสไลเดอร์ดังที่ว่าเสร็จ  เพราะความเป็นเด็กที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วจะสานต่ออย่างไม่สะดุด!



Dress Up Anime เป็นงานเก๋ๆ ที่ผสมการดีไซน์กับงานแอนิเมชั่น  ของพี่ตั้ม และคุณฮิโรกะ.. (ใช่ไหม? วชิราภรณ์ ลิมวิภูวัฒน์  คือ คุณฮิโรกะผู้แปล ฮิโตะคะเกะ-หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข? อันนี้ไม่แน่ใจแฮะ แต่เห็นนามสกุลแล้วคุ้นไง  ไม่แน่ใจไม่ฟันธงแต่คงใช่..อืม พวกในกะลาก็อย่างนี้  จะพูดอะไรทีเอาแน่นอนไม่ได้เล้ยย)  อันนี้สนุกสนานอีกเหมือนกัน  ร้องกรี๊ดกร๊าดกันลั่นห้องเลยทีเดียว.. ห้องจัดแสดงแยกออกมาต่างหากเพราะมีจอที่เป็นงานแอนิเมชั่นของพี่ตั้ม  และแขวนชุดแปลกๆ ที่เราคงไม่ได้เห็นใครใส่เดินบนถนน(อย่างน้อยก็เมืองไทย) เรากระโจนไปหยิบชุดมาใส่กันตามคำสั่งในเปเปอร์ไกด์ที่แปะอยู่ข้างผนัง.. ดีไซน์ของชุดมีสองแบบ  คือ วงกลม กับ สี่เหลี่ยม  งงกันล่ะสิ  ว่าชุดแบบนี้กับงานแอนิเมชั่นมันเกี่ยวกันได้ไง?  ก็เหมือนฉันตอนแรกๆนั่นละ  แต่เมื่อลองทำตาม... มันคือเกมสนุกๆ ล้นครีเอท! 

แต่อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่าอย่าลืมความเป็นเด็ก  แล้วมาสนุกไปกับการเอาตัวมาเคลื่อนไหวให้เป็นส่วนหนึ่งของแอนิเมชั่นกัน!  เกมแรกคือใส่ชุดวงกลมโดยที่จะมีเรื่องของเจ้าหญิงมะม่วง  ยานอวกาศ  แล้วก็นก..!  ไม่อธิบายดีกว่าว่าต้องทำอะไรยังไง  เดี๋ยวไปเล่นแล้วจะไม่สนุกเอา ^^  ปล่อยให้ไปวิ่งโวยวายเหมือนฉันดีกว่า  วะฮ่าๆ  ส่วนที่สองคือใส่ชุดสี่เหลี่ยม... ทำตามทั้งหมดดูจะรู้ว่ามันเก๋มากๆ two thumbs up!


จากนั้นเดินลอดข้างหลังจะผ่านตู้กระจกที่โชว์ผลงานภาพเขียนของ  Morimura Yasumasa และงานผ้ามัดเทคนิคไทยๆ กับรูปแบบกิโมโนอลังการของคุณจารุพัชร อาชวะสมิต   ไม่มีรูปบีคอส...ไม่ได้ถ่าย  ^^" ตรงข้ามกันอีกฝั่งเป็นภาพเขียนของ  Nara Yoshitomo กับเด็กเปรตที่เป็นเอกลักษณ์.. ขอโทษที่เรียกเด็กเปรตนะ  แค่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฮ่าๆ  คุณคนนี้มักจะวาดภาพเด็กที่ดู ร้ายเดียงสา  มีเขี้ยว หน้าขาวซีด  ตาเหลืองเหมือนสัตว์ป่าดุร้าย  แล้วก็ภาพเด็กที่ให้อารมณ์หดหู่  เศร้าซึม  ไม่รู้เป็นไรจู่ๆคิดถึงงานสารนิพนธ์ของพี่ปิ๊กขึ้นมา.. ว่าจะไปขอซื้อเก็บซักเล่ม >__<  เอาและๆ นอกเรื่องงงง


หลังจากภาพเขียนหมดแล้ว  เราก็เข้าไปในโซนหนังสั้นของ พี่เจ้ย-อภิชาติพงษ์ เสียที! เดินผ่านไปผ่านมาฟังเสียงหนังอยู่นาน.. หนังสั้นเรื่องนี้ชื่อว่า  มรกต - Emeral ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องกามนิตที่พูดถึงดวงดาวสองดวงพูดคุยกันจนดับสลายไปในที่สุด  ส่วนเรื่องมรกต  เป็นชื่อของโรงแรมในกรุงเทพที่ปิดตัวไปในช่วงของความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้านในประเทศ  โอ้ย..ไม่พูดไรมากดีกว่า เพราะส่วนหนึ่งลืม(สำคัญสุด)และส่วนหนึ่งคือ.. นอกจาก mv เพลง เพราะฉันและเธอ ของพี่เพชร โอสถานุเคราะห์  ดิฉันก็ไม่เคยดูงานของอภิชาติพงษ์เลยจริงๆ !!  แต่อยากบอกว่าภาพสวยมาก... มากจริงๆ  แต่ไม่กล้าตีความอะไร  เพราะว่าไม่สันทัดกรณี  แต่ความรู้สึกที่ดูมันอวลๆ แล้วในที่สุดก็สงบไป... สงบไปกับกลอนที่ยังต่อไม่จบของป้าเจน

 

จบแล้ว section #2  ที่ง่อยๆ ไปนิด... ไปคราวหน้าจะเกี่ยวให้ได้มากกว่านี้ !!  ยังไม่รู้จะไปมั้ย  แต่งานนี้มี workshopน่าสนใจเยอะเลยแหละ   พลาดแล้วจะเสียดาย ^^" ไงก็เข้าไปเช็คโปรแกรมกันดูที่  บ้านจิมทอมป์สัน  กับ เจแปนฟาวด์เดชั่น  ดูนะจ๊ะ  ไม่ว่าจะชอบกินปลาดิบหรือไม่ชอบก็สมควรไปดูอย่างยิ่งยวด !!!!