นอนไม่หลับ
posted on 11 Dec 2009 03:13 by croquette in dust
ให้อภัยด้วยที่คิดถึงเธออีกแล้ว
ความจริงฉันควรจะเลิก เลิก เลิก เลิก escape ไปอยู่ในฝันแบบนี้ซะที
ฉันไม่ใช่พวกเพ้อเจ้อนะ(ยังคงยืนยันว่าไม่ใช่?)
แต่บางครั้งคนเราก็ต้องการหลุมหลบภัยบ้าง ในวันที่รู้สึกว่ามันแย่เกินไป
แค่เอาตัวไปซุกอยู่ในหลุมหลบภัยอุ่นๆ นึก นึก นึก จินตนาการ จินตนาการ จินตนาการ
นั่นเป็นวิธีของฉัน ฉันแฮปปี้ที่ได้คิดถึงเธอแบบนี้
เหมือนมาชาร์จพลังไง ไม่ได้ทำอะไรมาก ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก
ฉันก็แค่คิด และขอยืมภาพเธอจากความทรงจำมานิดหน่อย
ส่วนเนื้อเรื่อง ฉันมีพรสวรรค์ ฉันแต่งเองได้
แค่หยิบคาแรคเตอร์เธอเท่าที่ฉันจำได้ออกมาเติมคำพูดใส่บอลลูนไปไม่กี่คำ
...ก็ฉันรู้ว่าเธอจะพูดแบบไหน พูดคำว่าอะไร ทำสีหน้ายังไง
แต่พักนี้ฉันนึกหน้าเธอไม่ค่อยจะออกเสียแล้ว
ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอาการขี้ลืม ไร้สติ ของตัวเองรึเปล่า
เพราะกับเรื่องอื่นๆ ฉันก็ลืมเหมือนกัน
เมื่อคืนก่อนฉันฝันถึงเธอ
ฝันไม่น่าสนุกเท่าไหร่ มันมีแต่ความกังวลใจเต็มไปหมด
ฉันเห็นหน้าเธอไม่ชัดด้วย แต่รู้ว่าใช่
ความฝันมันมาจากจิตใต้สำนึกหรือลางบอกเหตุนะ?
คงไม่ใช่อย่างหลังหรอก
เพราะฉันฝันถึงเธอบ่อยมาก... ก็ไม่ถึงกับมาก แต่ว่า "บ่อย" น่ะใช่
แต่เราไม่เคยเจอกันจริง, ไม่เคยเลย
น่าอายอยู่นะ แต่ฉันอยากสารภาพ
ช่วงแรกๆ ช่วงบ้าบอคอแตกน่ะ ฉันถึงกับอธิษฐานทุกเช้า
ขอให้เดินอยู่ตามถนนแล้วเงยหน้าเจอเธอที่เดินสวนมา
ขอให้รถเมล์คันที่ฉันนั่งเป็นคันเดียวกับที่เธอนั่ง
ขอให้หนังสือที่ฉันจะหยิบในร้านหนังสือเป็นเล่มเดียวกับที่เธอจะซื้อ
ขอให้เราเจอกันบ้าง.... ก็โลกนี้มันกลมไม่ใช่เหรอ?
มากกว่านั้น
ฉันเคยคิดไดอะล็อกระหว่างเรา, ถ้าเจอเธอฉันจะพูดว่าอะไร
และเธอคงจะตอบว่าอะไร
เป็นบทสนทนาที่เตรียมไว้ล่วงหน้ายาวนานทีเดียว
ถ้าเป็นบทละคร ก็คงเป็นละครที่ไม่ได้ออนแอร์เสียที
.
.
.
.
.
.
รูปที่มีฉันกับเธออยู่ด้วยกันมีอยู่สองใบ (เท่าที่หาเจอนะ)
ตอนห้าขวบรูปนึง กับตอนอายุ 17 ที่เราอยู่ ม.6

ตอนห้าขวบ หน้าตาเธอมันเจ้าหนูจำไมชะมัด ขมวดคิ้ว ทำหน้าสงสัยตลอดเวลา
ส่วนฉันตอนอนุบาลเป็นเด็กมึนๆ หน้าตาขี้เซาแบบไม่อยากมาโรงเรียน
แล้วรูปนั่นแม่ตั้งใจมาถ่ายฉัน แต่ถ่ายหน้าลูกสาวได้เบลอโคด
ไม่เข้าใจว่าโฟกัสเธอที่นั่งอยู่แถวหลังทำไม
แต่เชื่อเลยว่าเธอจำไม่ได้ ที่เราเรียนอนุบาลห้องเดียวกัน (โห...ไอ้บ้าเอ๊ย ฉันจำได้อยู่คนเดียว)
เอาเหอะ ฉันให้อภัย เพราะตอนหลังที่เธอรู้ความจริงโลกตะลึงอันนี้
เธอก็ทำเสียงตื่นเต้นแล้วบอกว่า "เรื่องของเรา" เอามาทำเป็นหนังได้เลยนะเนี่ย!
นั่นก็เว่อไป.... (ตัวเองไม่รู้อยู่คนเดียว จะเอามาทำเป็นหนังได้ไงยะ)
ส่วนอีกรูป ข้ามมายาวนานทีเดียว

สิบสองปีที่เราเดินสวนกันในโรงเรียนประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย
อย่างไม่คิดจะทักทายกัน
เธอบอกฉันว่า ก็คิดว่า อ๋อ คนนี้เคยเรียนที่เดียวกัน
ฉันก็เหมือนกันแหละย่ะ อ๋อ ไอ้ตานี่ ทำหน้าหยิ่งชะมัด ไม่ต้องทักมันหรอก
จะพูดว่า "เรารู้จักกันมานาน" โดยเอาระยะเวลามาวัดล่ะก็ใช่อยู่นะ
แต่ในทางพฤติกรรมแล้ว เรา ไม่ รู้ จัก กัน เลย
(แม้ฉันจะเคยได้ยินเพื่อนล้อชื่อแม่เธอก็เถอะ ไม่ได้ล้อเองนะ ไม่นิยมล้อชื่อแม่คนไม่สนิท)
เหตุเกิดเพราะความสะเหร่อของฉันเองในวันหนึ่ง
ฉันทักผิด คิดว่าเธอเป็นพี่ชายเธอ(...ก็ดันหน้าเหมือนกันซะ!)
ช่วยรับรู้ไว้ตรงนี้ คุณพี่ชายเธอเนี่ยเค้าป๊อปในหมู่เพื่อนสาวของฉันม้ากกก
ได้รับตำแหน่งเพื่อนผู้ชายที่แสนดีได้เลยแหละ
คือฉันกับคุณพี่ชายเธออยู่ห้องเดียวกันไง แต่เธอมันคนข้างห้องเลยไม่ได้อยู่ในลิสต์
แต่ก็ตลกดี ที่หน้าตาเหมือนกันขนาดนั้นแต่ความนิยมนี่ต่างกันลิบ
(ซึ่งจริงๆ แล้วสาวห้องอื่นอาจไม่คิดเหมือนพวกเพื่อนฉันก็ได้อะนะ)
และจากความสะเหร่อของฉันที่เป็นเหตุ
ตอนนั้นฉันคิดว่า แหวะ หน้าแตกชะมัด ทักคนผิดไปได้ไง
ปกติเรื่องพรรค์นี้ไม่เกิดกับคนหูไวตาไวอย่างฉันเด็ดขาด ถึงสองคนนี่จะเหมือนกันขนาดไหนก็เหอะ
แค้นตัวเองนิดหน่อย คงเข้าใจนะ ก็คนไม่เคยทักทาย
อยู่ๆมาทักแบบนี้ ไม่โง่ก็รู้ว่า...ทักผิด
และเธอมันก็หน้าตาหยิ่งชะมัด ต้องคิดอยู่ในใจแน่ๆ ว่ายัยนี่มันสะเหร่อว่ะ
แต่..
แต่ ๆ ๆ ๆๆๆ ผิดคาด...
เธอเดินเข้ามาแล้วก็ยิ้มให้ยัยคนที่กะลังคิดว่า ซวย! หน้าแตกแน่ๆ
ดูเหมือนเว่อนะ แต่วินาทีนั้นแหละ...
ภาพสโลว์ ใบไม้ปลิว กล้องแพนตามเธอไปช้าๆ และฉันอ้าปากค้าง
พระเจ้า ไอ้หยิ่งนั่นมันยิ้มให้ฉันอย่างมีไมตรีจิตมากๆ
ยิ้มเป็นด้วยนี่นา....ไม่น่าเชื่อ
และจากนั้น เอาเป็นว่าไม่บรรยายนะ <3
แต่ที่แย่ที่สุดคือ
ทำไมความสะเหร่อของฉันมันอยู่มาได้ถึง 12 ปี?
คงดีกว่ามากถ้าฉันไม่เพิ่งมาใบไม้ปลิวกับเธอเอาตอนม.6
(ไม่งั้นคงได้ใช้มารยาหญิง ขุดเรื่องอดีตมาเล่นบทดากานดากับไข่ย้อยใส่เธอแน่ๆ)
เดือนกุมภาพันธ์กับเวลาที่ใกล้จะหมด...โห มันเป็นเรื่องน่าเศร้านะ
ความรู้สึกเหมือนมางานแกรนด์เซลล์วันสุดท้าย
คว้าอะไรได้ต้องเอาไว้ก่อน รีบคว้าทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า
ตะกละตะกราม มูมมาม กระเหี้ยนกระหือรือ
กระเสือกกระสน กระวนกระวาย กระวีกระวาด ฯลฯ (นึกออกเติมให้ด้วย)
ฉันรีบ ฉันเร่ง เพราะฉันกลัว
เราจะไม่ได้มาเดินสวนกันเหมือนเดิม
เธอกำลังจะไปที่อื่น ฉันกำลังจะไปที่อื่น
ฉันรีบเกินไป
และมันพัง
.
.
.
.
.
แต่ไม่ใช่เวลาที่เสียเปล่าเลยนะ
ฉันไม่คิดแบบนั้นและไม่เคยจะคิด
เพื่อนสมัยอนุบาล, ประถม, ม.ต้น, ม.ปลาย อย่างเธอ
มันน่าเศร้าว่าทำไมเราไม่เคย "รู้จักกัน" เร็วกว่านี้?
เธอมีอะไรพิเศษหลายอย่าง ฉันไม่ได้แค่ ชอบ แต่ว่า ชื่นชม
ท่ามกลางเรื่องราวดีๆ ฉันเคยคิดว่าเหมือนเรานั่งอยู่บนรถไฟ
นั่งคุย กินหมูปิ้ง ชมวิวที่ผ่านตาเข้ามาเรื่อยๆ
ตรงหน้าเรามีช่องว่าง แต่ไม่เป็นไรเพราะเรามองเห็นกัน
ฉันคิดว่าฉันมีความสุข
แต่พอวันหนึ่งฉันรู้สึกว่าม้านั่งมันกว้างไป
และอยากได้ใครสักคนมานั่งเบียดกัน แทนที่จะนั่งอยู่ข้างหน้าเฉยๆ
ฉันลุกขึ้น ก้าวเข้าไปในช่องว่างที่เธอเว้นไว้
เอ่ยขอที่นั่งข้างเธอ ฉันต้องการแค่คำตอบ ได้/ไม่ได้
เธอไม่สบตาฉัน และบอกฉันให้นั่งลงที่เดิมซะก่อนรถไฟจะเลี้ยวโค้ง
"ทำไมฉันต้องเชื่อเธอ"
"รถไฟจะเลี้ยวก็ช่างหัวมันสิ"
"ทำไมฉันจะนั่งตรงนั้นไม่ได้ ก็ที่มันว่างไม่ใช่เหรอ"
"ฉันเกลียดช่องว่างตรงหน้านี่จะตายอยู่แล้ว"
ฉันยังอยากมีความสุขนะ
แต่ไม่รู้ทำไม การก้าวกลับไปนั่งที่เดิมมันยากเย็นเหลือเกิน
ในตอนนั้นฉันคิดแต่ว่า ถ้าอยากนั่งก็ต้องได้นั่ง
บรรยากาศเริ่มแย่
ไม่มีการพูดคุย ไม่มีคนขายหมูปิ้ง ไม่มีวิวสองข้างทาง
ฉันยังยืนอยู่
แล้วรถไฟก็เลี้ยวโค้ง.....
ฉันตกจากรถไฟ
(ไม่ตาย แต่อาการหนัก)
เธอลับตาไปไกลลิบ
มองเห็นเพียงผ้าเช็ดหน้าที่โบกอำลา
ฉันสาปแช่งเธอลับหลัง ขอให้รถไฟตกราง
ไม่ก็ถูกแก๊งปาหินก่อกวนซะ
และเป็นอันว่าฉันลงเดิน โหนรถเมล์ ขึ้นตุ๊กตุ๊ก
แว๊นมอไซค์ ลงรถไฟใต้ดิน ฯลฯ ไปตามเรื่องตามราวของฉัน
ไม่เคยเจอเธออีกเลย
ได้ยินข่าวแว่วๆ แล้วแต่ว่าเพื่อนฉัน/เพื่อนเธอจะกรุณา
.
.
.
.
.
.
.
ฉันเล่าเรื่องเธอยาวมาก ละเอียดมาก
จนดูเหมือนเป็นพวกพร่ำเพ้อ บ้าบอ
แต่จริงๆ ชีวิตฉันปกติ
ยังพบเจอใครมากมาย พบรัก อกหัก เชิ่ดใส่
ได้อย่างเป็นปกติ
จะมีก็แค่บางครั้ง เอาหนังเรื่องนั้นขึ้นมาดู
ที่เธอบอกว่าเหมือนเรื่องของเรา(ช่างเหอะ ถึงเธอจะพูดเล่น)
หยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน
ที่เธอเคยถามฉันว่าไอ้ประโยคภาษาอังกฤษอันนั้นมันแปลว่าอะไร
ซื้อชาเขียวรสโปรดของฉันที่เธอเปลี่ยนใจมาชอบตาม
(ป่านนี้คงกลับไปกินรสเดิมของตัวเองแล้วมั้ง?)
นึกทบทวนความฝันที่เราเคยคุยกัน
และยังคงอยากรู้ว่า "ความฝันเป็นร้อยๆ อย่าง" ของเธอมีอะไรบ้าง
คิดถึงคำพูดปลอบใจแบบแปลกๆ
ตอนที่ฉันเผลอลบข้อความในมือถือตัวเองทิ้งหมด
และเดี๋ยวนี้เวลาเห็น พั้นช์-วรกานต์ ก็อยากจะกดรีโมตเปลี่ยนช่องหนี
เพราะนึกถึงเพลงยัยนี่ที่เธอใช้เป็นเสียงรอสายตอนนั้น
อย่าได้ใจนักล่ะ
ทั้งหมดที่พูดมามันก็เป็นแค่ "บางครั้ง"
ฉันไม่ได้ชอบเธอมากขนาดที่จะไม่ลืมไปตลอดชีวิตแบบนั้นหรอก
แต่ในความชอบมันมีความชื่นชมอยู่
ฉันเป็นพวกชอบคนที่เหนือกว่าตัวเอง
แล้วเธอก็เป็นประเภทที่เอาชนะฉันได้ทุกครั้ง, ไม่รู้รู้ตัวรึเปล่า
ที่สำคัญคือ ช่วงเวลานั้นจะเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนก็ว่าได้
หลายๆ อย่างที่เป็นฉันวันนี้มีอิทธิพลมาจากตอนนั้น
อย่างนักเขียนการ์ตูนที่ชอบ, งานภาพประกอบที่โปรดมาก
และอาชีพในอนาคต
พอคิดดูดีๆ แล้ว....มันเป็นเพราะบนรถไฟขบวนนั้นแหละ
แต่ฉันไม่ได้จะบอกว่าเธอเปลี่ยนชีวิตฉันนะ
อย่ามาทำตัวยิ่งใหญ่ขนาดนั้น!
อยากให้เธอเห็นหนังสือภาพของฉัน
นิตยสาร ภาพถ่าย ภาพวาดสีน้ำที่ฉันเพิ่งหัด
เธอพูดอะไรเว่อกว่าใคร แต่ฉันก็ชอบฟัง
ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเธอเยอะมาก
เพิ่งซื้อหนังเรื่องโปรดตลอดกาลมา อยากให้เธอได้ดู
อยากให้เธอช่วยวาดรูปตะพาบน้ำแบบเซอเรียลให้ด้วย(๕๕๕๕)
ถ้าได้เจอกับเธออีกครั้ง ก็อยากเป็นเพื่อนกับเธออีก
ฉันว่าเราน่าจะทำได้
แต่ก็...ไม่มั่นใจเท่าไหร่หรอก
บางทีฉันอาจจะแค่เหนื่อยที่นึกถึงเธอทีไร
ก็มีแต่ภาพเธอเมื่อสามปีที่แล้ว เธอในชุดนักเรียน
เธอที่อายุ 17 ตลอดเวลาในความฝันของฉัน
แบบนั้นมันไม่ยุติธรรมหรอกนะยะ :)

