นอนไม่หลับ

posted on 11 Dec 2009 03:13 by croquette  in dust


ให้อภัยด้วยที่คิดถึงเธออีกแล้ว


ความจริงฉันควรจะเลิก เลิก เลิก  เลิก escape ไปอยู่ในฝันแบบนี้ซะที
ฉันไม่ใช่พวกเพ้อเจ้อนะ(ยังคงยืนยันว่าไม่ใช่?)
แต่บางครั้งคนเราก็ต้องการหลุมหลบภัยบ้าง  ในวันที่รู้สึกว่ามันแย่เกินไป
แค่เอาตัวไปซุกอยู่ในหลุมหลบภัยอุ่นๆ นึก นึก นึก  จินตนาการ จินตนาการ จินตนาการ

นั่นเป็นวิธีของฉัน  ฉันแฮปปี้ที่ได้คิดถึงเธอแบบนี้


เหมือนมาชาร์จพลังไง  ไม่ได้ทำอะไรมาก  ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก
ฉันก็แค่คิด  และขอยืมภาพเธอจากความทรงจำมานิดหน่อย
ส่วนเนื้อเรื่อง  ฉันมีพรสวรรค์  ฉันแต่งเองได้
แค่หยิบคาแรคเตอร์เธอเท่าที่ฉันจำได้ออกมาเติมคำพูดใส่บอลลูนไปไม่กี่คำ
...ก็ฉันรู้ว่าเธอจะพูดแบบไหน พูดคำว่าอะไร ทำสีหน้ายังไง

แต่พักนี้ฉันนึกหน้าเธอไม่ค่อยจะออกเสียแล้ว
ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอาการขี้ลืม ไร้สติ ของตัวเองรึเปล่า
เพราะกับเรื่องอื่นๆ ฉันก็ลืมเหมือนกัน




เมื่อคืนก่อนฉันฝันถึงเธอ
ฝันไม่น่าสนุกเท่าไหร่  มันมีแต่ความกังวลใจเต็มไปหมด
ฉันเห็นหน้าเธอไม่ชัดด้วย  แต่รู้ว่าใช่

ความฝันมันมาจากจิตใต้สำนึกหรือลางบอกเหตุนะ?

คงไม่ใช่อย่างหลังหรอก
เพราะฉันฝันถึงเธอบ่อยมาก...  ก็ไม่ถึงกับมาก  แต่ว่า "บ่อย" น่ะใช่
แต่เราไม่เคยเจอกันจริง,  ไม่เคยเลย

น่าอายอยู่นะ  แต่ฉันอยากสารภาพ
ช่วงแรกๆ ช่วงบ้าบอคอแตกน่ะ  ฉันถึงกับอธิษฐานทุกเช้า
ขอให้เดินอยู่ตามถนนแล้วเงยหน้าเจอเธอที่เดินสวนมา
ขอให้รถเมล์คันที่ฉันนั่งเป็นคันเดียวกับที่เธอนั่ง
ขอให้หนังสือที่ฉันจะหยิบในร้านหนังสือเป็นเล่มเดียวกับที่เธอจะซื้อ
ขอให้เราเจอกันบ้าง....  ก็โลกนี้มันกลมไม่ใช่เหรอ?

มากกว่านั้น
ฉันเคยคิดไดอะล็อกระหว่างเรา, ถ้าเจอเธอฉันจะพูดว่าอะไร
และเธอคงจะตอบว่าอะไร
เป็นบทสนทนาที่เตรียมไว้ล่วงหน้ายาวนานทีเดียว
ถ้าเป็นบทละคร  ก็คงเป็นละครที่ไม่ได้ออนแอร์เสียที
.
.
.
.
.
.


รูปที่มีฉันกับเธออยู่ด้วยกันมีอยู่สองใบ (เท่าที่หาเจอนะ)
ตอนห้าขวบรูปนึง  กับตอนอายุ 17 ที่เราอยู่ ม.6






ตอนห้าขวบ  หน้าตาเธอมันเจ้าหนูจำไมชะมัด  ขมวดคิ้ว ทำหน้าสงสัยตลอดเวลา
ส่วนฉันตอนอนุบาลเป็นเด็กมึนๆ หน้าตาขี้เซาแบบไม่อยากมาโรงเรียน
แล้วรูปนั่นแม่ตั้งใจมาถ่ายฉัน  แต่ถ่ายหน้าลูกสาวได้เบลอโคด
ไม่เข้าใจว่าโฟกัสเธอที่นั่งอยู่แถวหลังทำไม
แต่เชื่อเลยว่าเธอจำไม่ได้  ที่เราเรียนอนุบาลห้องเดียวกัน  (โห...ไอ้บ้าเอ๊ย ฉันจำได้อยู่คนเดียว)
เอาเหอะ ฉันให้อภัย  เพราะตอนหลังที่เธอรู้ความจริงโลกตะลึงอันนี้
เธอก็ทำเสียงตื่นเต้นแล้วบอกว่า "เรื่องของเรา" เอามาทำเป็นหนังได้เลยนะเนี่ย!

นั่นก็เว่อไป.... (ตัวเองไม่รู้อยู่คนเดียว จะเอามาทำเป็นหนังได้ไงยะ)







ส่วนอีกรูป  ข้ามมายาวนานทีเดียว





สิบสองปีที่เราเดินสวนกันในโรงเรียนประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย
อย่างไม่คิดจะทักทายกัน
เธอบอกฉันว่า  ก็คิดว่า อ๋อ คนนี้เคยเรียนที่เดียวกัน
ฉันก็เหมือนกันแหละย่ะ  อ๋อ ไอ้ตานี่ ทำหน้าหยิ่งชะมัด ไม่ต้องทักมันหรอก
จะพูดว่า "เรารู้จักกันมานาน" โดยเอาระยะเวลามาวัดล่ะก็ใช่อยู่นะ
แต่ในทางพฤติกรรมแล้ว  เรา ไม่ รู้ จัก กัน เลย
(แม้ฉันจะเคยได้ยินเพื่อนล้อชื่อแม่เธอก็เถอะ ไม่ได้ล้อเองนะ ไม่นิยมล้อชื่อแม่คนไม่สนิท)

เหตุเกิดเพราะความสะเหร่อของฉันเองในวันหนึ่ง
ฉันทักผิด คิดว่าเธอเป็นพี่ชายเธอ(...ก็ดันหน้าเหมือนกันซะ!)
ช่วยรับรู้ไว้ตรงนี้  คุณพี่ชายเธอเนี่ยเค้าป๊อปในหมู่เพื่อนสาวของฉันม้ากกก
ได้รับตำแหน่งเพื่อนผู้ชายที่แสนดีได้เลยแหละ
คือฉันกับคุณพี่ชายเธออยู่ห้องเดียวกันไง  แต่เธอมันคนข้างห้องเลยไม่ได้อยู่ในลิสต์
แต่ก็ตลกดี  ที่หน้าตาเหมือนกันขนาดนั้นแต่ความนิยมนี่ต่างกันลิบ
(ซึ่งจริงๆ แล้วสาวห้องอื่นอาจไม่คิดเหมือนพวกเพื่อนฉันก็ได้อะนะ)
และจากความสะเหร่อของฉันที่เป็นเหตุ
ตอนนั้นฉันคิดว่า แหวะ หน้าแตกชะมัด ทักคนผิดไปได้ไง
ปกติเรื่องพรรค์นี้ไม่เกิดกับคนหูไวตาไวอย่างฉันเด็ดขาด ถึงสองคนนี่จะเหมือนกันขนาดไหนก็เหอะ
แค้นตัวเองนิดหน่อย  คงเข้าใจนะ ก็คนไม่เคยทักทาย
อยู่ๆมาทักแบบนี้ ไม่โง่ก็รู้ว่า...ทักผิด
และเธอมันก็หน้าตาหยิ่งชะมัด  ต้องคิดอยู่ในใจแน่ๆ ว่ายัยนี่มันสะเหร่อว่ะ
แต่..





แต่ ๆ  ๆ ๆๆๆ  ผิดคาด...

เธอเดินเข้ามาแล้วก็ยิ้มให้ยัยคนที่กะลังคิดว่า ซวย! หน้าแตกแน่ๆ
ดูเหมือนเว่อนะ  แต่วินาทีนั้นแหละ...
ภาพสโลว์ ใบไม้ปลิว กล้องแพนตามเธอไปช้าๆ  และฉันอ้าปากค้าง   
พระเจ้า ไอ้หยิ่งนั่นมันยิ้มให้ฉันอย่างมีไมตรีจิตมากๆ
ยิ้มเป็นด้วยนี่นา....ไม่น่าเชื่อ

และจากนั้น เอาเป็นว่าไม่บรรยายนะ <3









แต่ที่แย่ที่สุดคือ
ทำไมความสะเหร่อของฉันมันอยู่มาได้ถึง 12 ปี?
คงดีกว่ามากถ้าฉันไม่เพิ่งมาใบไม้ปลิวกับเธอเอาตอนม.6
(ไม่งั้นคงได้ใช้มารยาหญิง ขุดเรื่องอดีตมาเล่นบทดากานดากับไข่ย้อยใส่เธอแน่ๆ)
เดือนกุมภาพันธ์กับเวลาที่ใกล้จะหมด...โห มันเป็นเรื่องน่าเศร้านะ
ความรู้สึกเหมือนมางานแกรนด์เซลล์วันสุดท้าย
คว้าอะไรได้ต้องเอาไว้ก่อน  รีบคว้าทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า
ตะกละตะกราม มูมมาม กระเหี้ยนกระหือรือ
กระเสือกกระสน กระวนกระวาย กระวีกระวาด ฯลฯ (นึกออกเติมให้ด้วย)




ฉันรีบ ฉันเร่ง เพราะฉันกลัว
เราจะไม่ได้มาเดินสวนกันเหมือนเดิม
เธอกำลังจะไปที่อื่น ฉันกำลังจะไปที่อื่น
ฉันรีบเกินไป

และมันพัง

.
.
.
.
.


แต่ไม่ใช่เวลาที่เสียเปล่าเลยนะ
ฉันไม่คิดแบบนั้นและไม่เคยจะคิด

เพื่อนสมัยอนุบาล, ประถม, ม.ต้น, ม.ปลาย อย่างเธอ
มันน่าเศร้าว่าทำไมเราไม่เคย "รู้จักกัน" เร็วกว่านี้?
เธอมีอะไรพิเศษหลายอย่าง  ฉันไม่ได้แค่ ชอบ แต่ว่า ชื่นชม
ท่ามกลางเรื่องราวดีๆ ฉันเคยคิดว่าเหมือนเรานั่งอยู่บนรถไฟ
นั่งคุย กินหมูปิ้ง ชมวิวที่ผ่านตาเข้ามาเรื่อยๆ
ตรงหน้าเรามีช่องว่าง  แต่ไม่เป็นไรเพราะเรามองเห็นกัน
ฉันคิดว่าฉันมีความสุข

แต่พอวันหนึ่งฉันรู้สึกว่าม้านั่งมันกว้างไป
และอยากได้ใครสักคนมานั่งเบียดกัน แทนที่จะนั่งอยู่ข้างหน้าเฉยๆ
ฉันลุกขึ้น ก้าวเข้าไปในช่องว่างที่เธอเว้นไว้
เอ่ยขอที่นั่งข้างเธอ  ฉันต้องการแค่คำตอบ ได้/ไม่ได้

เธอไม่สบตาฉัน และบอกฉันให้นั่งลงที่เดิมซะก่อนรถไฟจะเลี้ยวโค้ง

"ทำไมฉันต้องเชื่อเธอ"
"รถไฟจะเลี้ยวก็ช่างหัวมันสิ"
"ทำไมฉันจะนั่งตรงนั้นไม่ได้ ก็ที่มันว่างไม่ใช่เหรอ"
"ฉันเกลียดช่องว่างตรงหน้านี่จะตายอยู่แล้ว"

ฉันยังอยากมีความสุขนะ
แต่ไม่รู้ทำไม การก้าวกลับไปนั่งที่เดิมมันยากเย็นเหลือเกิน
ในตอนนั้นฉันคิดแต่ว่า ถ้าอยากนั่งก็ต้องได้นั่ง

บรรยากาศเริ่มแย่
ไม่มีการพูดคุย ไม่มีคนขายหมูปิ้ง ไม่มีวิวสองข้างทาง
ฉันยังยืนอยู่
แล้วรถไฟก็เลี้ยวโค้ง.....









ฉันตกจากรถไฟ
(ไม่ตาย แต่อาการหนัก)

เธอลับตาไปไกลลิบ
มองเห็นเพียงผ้าเช็ดหน้าที่โบกอำลา
ฉันสาปแช่งเธอลับหลัง ขอให้รถไฟตกราง
ไม่ก็ถูกแก๊งปาหินก่อกวนซะ
และเป็นอันว่าฉันลงเดิน โหนรถเมล์ ขึ้นตุ๊กตุ๊ก
แว๊นมอไซค์ ลงรถไฟใต้ดิน  ฯลฯ ไปตามเรื่องตามราวของฉัน

ไม่เคยเจอเธออีกเลย
ได้ยินข่าวแว่วๆ แล้วแต่ว่าเพื่อนฉัน/เพื่อนเธอจะกรุณา
.
.
.
.
.
.
.


ฉันเล่าเรื่องเธอยาวมาก ละเอียดมาก
จนดูเหมือนเป็นพวกพร่ำเพ้อ บ้าบอ
แต่จริงๆ ชีวิตฉันปกติ
ยังพบเจอใครมากมาย  พบรัก อกหัก เชิ่ดใส่
ได้อย่างเป็นปกติ
จะมีก็แค่บางครั้ง เอาหนังเรื่องนั้นขึ้นมาดู
ที่เธอบอกว่าเหมือนเรื่องของเรา(ช่างเหอะ ถึงเธอจะพูดเล่น)
หยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน
ที่เธอเคยถามฉันว่าไอ้ประโยคภาษาอังกฤษอันนั้นมันแปลว่าอะไร
ซื้อชาเขียวรสโปรดของฉันที่เธอเปลี่ยนใจมาชอบตาม
(ป่านนี้คงกลับไปกินรสเดิมของตัวเองแล้วมั้ง?)
นึกทบทวนความฝันที่เราเคยคุยกัน
และยังคงอยากรู้ว่า "ความฝันเป็นร้อยๆ อย่าง" ของเธอมีอะไรบ้าง
คิดถึงคำพูดปลอบใจแบบแปลกๆ
ตอนที่ฉันเผลอลบข้อความในมือถือตัวเองทิ้งหมด
และเดี๋ยวนี้เวลาเห็น พั้นช์-วรกานต์ ก็อยากจะกดรีโมตเปลี่ยนช่องหนี
เพราะนึกถึงเพลงยัยนี่ที่เธอใช้เป็นเสียงรอสายตอนนั้น

อย่าได้ใจนักล่ะ
ทั้งหมดที่พูดมามันก็เป็นแค่ "บางครั้ง"
ฉันไม่ได้ชอบเธอมากขนาดที่จะไม่ลืมไปตลอดชีวิตแบบนั้นหรอก
แต่ในความชอบมันมีความชื่นชมอยู่
ฉันเป็นพวกชอบคนที่เหนือกว่าตัวเอง
แล้วเธอก็เป็นประเภทที่เอาชนะฉันได้ทุกครั้ง, ไม่รู้รู้ตัวรึเปล่า
ที่สำคัญคือ ช่วงเวลานั้นจะเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนก็ว่าได้
หลายๆ อย่างที่เป็นฉันวันนี้มีอิทธิพลมาจากตอนนั้น
อย่างนักเขียนการ์ตูนที่ชอบ, งานภาพประกอบที่โปรดมาก
และอาชีพในอนาคต
พอคิดดูดีๆ แล้ว....มันเป็นเพราะบนรถไฟขบวนนั้นแหละ
แต่ฉันไม่ได้จะบอกว่าเธอเปลี่ยนชีวิตฉันนะ
อย่ามาทำตัวยิ่งใหญ่ขนาดนั้น!






อยากให้เธอเห็นหนังสือภาพของฉัน
นิตยสาร  ภาพถ่าย  ภาพวาดสีน้ำที่ฉันเพิ่งหัด
เธอพูดอะไรเว่อกว่าใคร  แต่ฉันก็ชอบฟัง
ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเธอเยอะมาก
เพิ่งซื้อหนังเรื่องโปรดตลอดกาลมา อยากให้เธอได้ดู
อยากให้เธอช่วยวาดรูปตะพาบน้ำแบบเซอเรียลให้ด้วย(๕๕๕๕)

ถ้าได้เจอกับเธออีกครั้ง ก็อยากเป็นเพื่อนกับเธออีก
ฉันว่าเราน่าจะทำได้
แต่ก็...ไม่มั่นใจเท่าไหร่หรอก
บางทีฉันอาจจะแค่เหนื่อยที่นึกถึงเธอทีไร
ก็มีแต่ภาพเธอเมื่อสามปีที่แล้ว เธอในชุดนักเรียน
เธอที่อายุ 17 ตลอดเวลาในความฝันของฉัน





แบบนั้นมันไม่ยุติธรรมหรอกนะยะ :)











ก้นสาว :P

posted on 09 Dec 2009 18:38 by croquette  in aday




เจอเมื่อเย็น  แถวตลาดคลองเตยเลยถ่ายมาขำๆ  :)




 

cage

posted on 06 Nov 2009 23:55 by croquette  in dust



















I imprisoned you
In my tightly embrace as a cage
And, with my kissyfaces as fetters



ฉันขังคุณไว้
ในอ้อมกอดที่เหมือนกรง
และรอยจูบที่เป็นดั่งโซ่ตรวน






a soft-shelled turtle and the moon,who loved a rainbow jellyfish

posted on 25 Sep 2009 22:42 by croquette  in dust

a soft-shelled turtle and the moon,who loved a rainbow jellyfish
ตะพาบน้ำกับดวงจันทร์ผู้หลงรักแมงกะพรุนสีรุ้ง









ณ ท้องทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล  ตะพาบน้ำตัวหนึ่งแหวกว่ายอยู่ลำพังอย่างเศร้าสร้อย 


"เป็นอะไรไปล่ะเจ้าตะพาบน้ำ  พักนี้หน้าตาไม่สดใสเลยนะ"
ลุงเต่าทะเลตัวอ้วนว่ายผ่านมา  แวะทักทายตะพาบน้ำที่กำลังตอดกินสาหร่าย


"ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกจ้ะลุงเต่า...  ว่าแต่ลุงเต่าเห็นคุณแมงกะพรุนสีรุ้งบ้างไหมจ๊ะ?"

"แมงกะพรุนสีรุ้งเรอะ?  โอ้ ฉันไม่ได้เจอพวกแมงกะพรุนมานานแล้วล่ะ  ก็ฉันมันเต่าแก่ๆ นอนแบ็บอยู่ใต้ทะเลนี่นะ  ฮ่าๆๆๆ"

ลุงเต่าทะเลหัวเราะเสียงทุ้มจากไป  ตะพาบน้ำก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนอีกครั้ง...ไม่มีใครเจอคุณแมงกะพรุนสีรุ้งเลยหรือเนี่ย  ไม่ได้เจอกันมากี่วันแล้วนะ?  ตะพาบน้ำเองก็ไม่ได้นับเหมือนกัน  อาจจะวันหรือสองวัน  หรืออาจจะเป็นเดือน  ตะพาบน้ำรู้สึกว่ามันช่างนานเหลือเกิน


"สวัสดีจ้ะตะพาบน้ำ  เธอเศร้าใจอยู่หรือ?"
แม่ม้าน้ำสาวเข้ามาทักตะพาบน้ำ 

"จ้ะ...  ฉันกำลังตามหาคุณแมงกะพรุนสีรุ้งอยู่น่ะ  เธอเห็นเขาบ้างไหมจ๊ะ?"

"เอ?  เธอหมายถึงแมงกะพรุนที่ชอบลอยละล่องไปเรื่อยเปื่อยในมหาสมุทรน่ะหรือจ๊ะ  ถ้าเป็นพวกนั้นล่ะก็ฉันไม่เคยเห็นหรอกจ้ะ  พวกแมงกะพรุนน่ะอันตรายสำหรับม้าน้ำอย่างฉันมากๆ เลย  ฉันไม่เคยมีเพื่อนเป็นแมงกะพรุนเลยสักตัวเดียว"

ม้าน้ำสาวเห็นตะพาบน้ำทำหน้าเศร้าลงไปอีก  จึงพูดต่อว่า

"แต่ถ้าไปถามดวงจันทร์ล่ะก็  เธออาจจะได้คำตอบก็ได้นะ"

"เธอหมายถึงดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้าน่ะหรือจ๊ะ?"

"ใช่แล้วจ้ะ  ดวงจันทร์น่ะรู้ทุกเรื่องแหละจ้ะ  เห็นเธอไทำหน้าสวยยิ้มแฉ่งอยู่บนฟ้าอย่างนั้นก็เถอะ  แต่ดวงจันทร์ก็รู้ทุกเรื่องตั้งแต่ขอบฟ้าฝั่งนี้ไปจนจรดขอบฟ้าฝั่งโน้นเลยนะ  ฉันมั่นใจว่าดวงจันทร์จะต้องรู้เรื่องแมงกะพรุนสีรุ้งของเธอแน่ๆ"

"แต่ว่า....  ดวงจันทร์ผู้สูงส่งเขาจะเสียเวลามาคุยกับฉันหรือจ๊ะ"
ตะพาบน้ำรู้สึกว่าตัวเองช่างต่ำต้อยนัก  เมื่อคิดถึงพระจันทร์สีสว่างนวลตาที่ใครๆ ก็พากันชื่นชม

"อย่ากังวลไปเลยจ้ะ  ดวงจันทร์น่ะอ่อนหวานและเป็นมิตรกับสัตว์ทุกตัว  เธอลองไปรอพบดวงจันทร์บนโขดหินทางทิศตะวันตกดูสิ"



ตะพาบน้ำไปรอพบดวงจันทร์ตามที่ม้าน้ำแนะนำตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน  แสงสีส้มของพระอาทิตย์ยามเย็นดูแล้วน่าสลดหดหู่ยิ่งนักสำหรับตะพาบน้ำผู้เศร้าสร้อย  แล้วมันก็ผล็อยหลับไปบนโขดหินนั้นเอง...



ซ่า...ซ่า.....
ตะพาบน้ำลืมตาตื่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงเสียงคลื่นกระทบก้อนหิน  และน้ำเย็นๆ กระเซ็นมาถูกตัวมัน... 

"ตื่นแล้วหรือจ๊ะ?"
ตะพาบน้ำเงยหน้าไปยังต้นเสียง...  ดวงจันทร์นั่นเอง  ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่องสว่างสวยงามตามองมาที่ตะพาบน้ำอย่างเป็นมิตร

"สวัสดีจ้ะดวงจันทร์  ฉัน...คือตะพาบน้ำนะจ๊ะ"
ตะพาบน้ำเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัว

"จ้ะ! ฉันรู้จักตะพาบน้ำดี... เอ้อ  ฉันหมายถึงตะพาบน้ำตัวอื่นๆ น่ะ  พวกตะพาบน้ำชอบขึ้นมานอนผึ่งลมอุ่นๆ ตามโขดหินริมทะเลจ้ะ  แต่ฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อนเลย"

"ฉันไม่ค่อยขึ้นมาบนฝั่งเท่าไหร่หรอกจ้ะ  ฉันชอบอยู่ในน้ำมากกว่า  เพราะฉันจะได้พบกับคุณแมงกะพรุนสีรุ้งบ่อยๆ ถ้าอยู่ในน้ำ"

"เธอรู้จักแมงกะพรุนสีรุ้งด้วยหรือจ๊ะ?"

"จ้ะ...  ดวงจันทร์ก็รู้จักคุณแมงกะพรุนสีรุ้งหรือจ๊ะ?"
ดวงจันทร์ยิ้มเขินอายก่อนตอบ

"แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ  ก็แมงกะพรุนสีรุ้งน่ะมีสีที่สวยที่สุดในบรรดาสัตว์ทะเลทั้งหลายเลยนี่นา  ฉันชอบมองเวลาเขาเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในทะเลมากเลยจ้ะ"

"ฉันก็เหมือนกัน..  แต่พักนี้ฉันไม่ได้เจอคุณแมงกะพรุนสีรุ้งเลย"

"ฉันเพิ่งเจอเขากับพวกเพื่อนๆ เมื่อคืนนี้เองจ้ะ!  ที่มหาสมุทรฝั่งโน้นแน่ะ  กระแสน้ำที่โน่นน่ะอุ่นกว่าแถวนี้มาก  ฉันเห็นเขาแหวกว่ายอย่างร่าเริงทีเดียวละ"

"จริงหรือจ๊ะ!  แล้วมหาสมุทรฝั่งโน้นน่ะมันไกลแค่ไหนหรือจ๊ะ?"

"ไกลจากที่นี่มากทีเดียว  เธออยากไปที่นั่นหรือ?"

ตะพาบน้ำไม่ได้ตอบอะไร  มันรู้ดีว่าตะพาบน้ำอย่างมันไม่สามารถจะว่ายไปไกลจนถึงอีกซีกโลกหนึ่งได้

"ฉันกลัวว่าเธอจะเป็นอันตรายเอาก่อนจะไปถึงที่นั่นน่ะสิ  และอีกอย่างเธออาจจะสวนทางกับแมงกะพรุนสีรุ้งก็ได้  เพราะพวกแมงกะพรุนน่ะว่ายน้ำเร็วมากๆ แถมไม่ต้องออกแรงเหมือนปลาหรือตะพาบน้ำอีกด้วย.. เธอน่าจะรออยู่ที่นี่ดีกว่า  อีกไม่นานกระแสน้ำก็คงจะอุ่นขึ้นแล้ว  และบางทีแมงกะพรุนก็อาจจะกลับมาก็ได้  ถ้ายังไงฉันจะคอยมองเขาเอาไว้แล้วมาเล่าให้เธอฟัง....ดีไหมจ๊ะ?"

ตะพาบน้ำยังคงไม่ตอบอะไร  มันรู้สึกเจ็บแปลบอย่างไรพิกล  ที่ดวงจันทร์เล่าเรื่องของแมงกะพรุนสีรุ้งให้มันฟังเป็นฉากๆ แถมยังบอกว่าตะพาบน้ำอย่างมันไปถึงมหาสมุทรฝั่งนู้นไม่ได้แน่ๆ 

"ฉันง่วงแล้ว  ขอกลับก่อนดีกว่า"

ตะพาบน้ำกลับลงทะเล  และออกว่ายอย่างไร้ชีวิตชีวาไปยังก้นทะเลที่ดำมืด  มันนึกเปรียบเทียบตัวมันกับดวงจันทร์ไปต่างๆ นานา  และสิ่งที่ทำให้ตะพาบน้ำเศร้าใจอย่างที่สุดก็คือ.. ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่ดวงจันทร์ก็ยังมองหาแมงกะพรุนสีรุ้งเจอ  แต่ตะพาบน้ำกลับได้แต่รอคอยอย่างสิ้นหวังอยู่ที่ก้นทะเลแห่งนี้



คืนนั้นมันหลับไปด้วยความโกรธระคนน้อยใจ...







หลายวันหลังจากนั้น  ตะพาบน้ำตั้งใจจะขึ้นไปคุยกับดวงจันทร์อีก  เผื่อจะมีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับแมงกะพรุนสีรุ้ง  แต่ทุกครั้งที่ตะพาบน้ำว่ายขึ้นไปจนถึงผิวน้ำและเห็นเงาของดวงจันทร์ที่กระทบผิวน้ำลงมา...จิตใจของมันก็สุดแสนจะหดหู่  และมันก็ไม่ได้ขึ้นไปคุยกับดวงจันทร์อยู่ทุกครั้งไป  แต่วันนี้ตะพาบน้ำตัดสินใจแล้ว  ถึงแม้ใจของมันจะรู้สึกอิจฉาดวงจันทร์เอามากๆ จนกลายเป็นความไม่ชอบดวงจันทร์ไปเสียแล้ว  มันก็จะลองขึ้นไปพูดคุยอีกสักครั้ง  ก่อนที่มันจะตัดสินใจว่ายน้ำไปยังมหาสมุทรอีกฝั่งที่แมงกะพรุนสีรุ้งอยู่



"สวัสดี... ดวงจันทร์"

ตะพาบน้ำเอ่ยเบาๆ  เรียกดวงจันทร์ที่กำลังยิ้มแย้มเจรจาพาทีอยู่กับดวงดาวน้อยใหญ่  คืนนี้ดวงจันทร์กลมโตและสุกสว่างยิ่งกว่าคืนก่อน  รัศมีของดวงจันทร์ทำให้ตะพาบน้ำรู้สึกต่ำต้อยแทบจะติดก้นทะเลได้เลย

"สวัสดีจ้ะตะพาบน้ำ  ไม่ได้เจอเธอเสียนานเลย"
ดวงจันทร์ยังคงอ่อนหวานกับตะพาบน้ำเหมือนเคย  นั่นทำให้ตะพาบน้ำรู้สึกผิดอยู่บ้าง  แต่อย่างไรเสีย...ความอิจฉาในใจมันก็ไม่ได้เบาบางลง

"ฉันมีเรื่องอยากจะถามเธออีกสักครั้ง...เกี่ยวกับแมงกะพรุนสีรุ้ง"

"เอาสิจ๊ะ  ฉันเองก็อยากจะเล่าให้เธอฟังเหมือนกัน  คือเมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเห็นแมงกะพรุนฝูงใหญ่ลอยขึ้นไปติดอยู่บนอวนของเรือประมง  ฉันไม่แน่ใจว่ามีแมงกะพรุนสีรุ้งหรือเปล่า  เพราะข้างล่างมืดมากและพวกชาวประมงก็เก็บอวนกลับเข้าเรือไปเร็วมาก...ฉันรอจะเล่าให้เธอฟังตั้งนานแล้ว  แต่เธอก็ไม่ขึ้นมาเสียที"

ตะพาบน้ำตกใจมาก  ทั้งเป็นห่วงแมงกะพรุนสีรุ้งและโกรธตัวเองไปพร้อมๆ กัน  รวมทั้งพาลโกรธดวงจันทร์ไปด้วย

"ทำไมเธอไม่ช่วยเขาล่ะ?  เธอเป็นดวงจันทร์ไม่ใช่เหรอ?  เธอมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เหรอ??  ถ้าฉันเป็นเธอฉันคงไม่ปล่อยให้เขาจับแมงกะพรุนสีรุ้งไปแน่ๆ!!"

"ใจเย็นๆ ก่อนสิจ๊ะตะพาบน้ำ..  เรายังไม่แน่ใจสักหน่อยว่าแมงกะพรุนสีรุ้งถูกจับไป  แล้วอีกอย่าง...ต่อให้ฉันอยากจะช่วยอย่างไรฉันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก  ฉันน่ะอยู่บนฟ้านะ"

"ใช่สิ! เธอน่ะเป็นดวงจันทร์ผู้สูงส่ง  ดีแต่ร่าเริงไปวันๆ  เธอคงไม่รู้จักความทุกข์สินะ  ก็เธอได้แต่มองดูอย่างเดียวนี่!  ไม่ยุติธรรมเลย...ทั้งที่เธอได้พบเจออะไรมากมาย  ได้รู้ว่าแมงกะพรุนสีรุ้งทำอะไร  อยู่ที่ไหน  อย่างไร  แล้วเธอก็มีความสุขแต่กับสิ่งที่เธอได้เห็น  เธอไม่เคยรู้หรอกว่าตะพาบน้ำที่ต่ำต้อยอย่างฉันรู้สึกยังไงที่ต้องอิจฉาดวงจันทร์อย่างเธอ!"

ตะพาบน้ำต่อว่าดวงจันทร์ด้วยความโกรธจัด  ไม่ได้คิดสักนิดว่าคำพูดของมันทำให้ดวงจันทร์เสียใจแค่ไหน



"เธอเองก็คงไม่รู้เหมือนกัน  ว่าดวงจันทร์อย่างฉันอิจฉาพวกเธออยู่เสมอ"

เสียงของดวงจันทร์เศร้ามาก  แสงที่เคยนวลตาเสมอกลับดูหม่นหมองลง  และดวงดาวอื่นๆ ก็พากันหรี่แสงด้วยความหดหู่ตามไปด้วย

"ถึงแม้ฉันจะเป็นดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟ้า  ได้เห็นอะไรมากมาย  มากกว่าที่สัตว์ทะเลอย่างพวกเธอจะได้เห็น  ได้รู้จักกับใครๆ มากมาย  แต่ฉันไม่เคยมีเพื่อนแท้เลย...  เพราะดวงจันทร์อย่างฉันจะมีค่าก็ต่อเมื่อเวลากลางคืนเท่านั้น  เวลากลางคืนที่ทุกคนต่างหลับใหลแต่ฉันต้องทำหน้าที่อย่างเดียวดายอยู่บนฟ้าที่มืดมิด  และที่ฉันยิ้มแย้มกับสัตว์ทุกตัวก็เพราะฉันเหงามาก  แต่ไม่มีใครหรอกที่จะคอยพูดคุยกับฉันตลอดเวลา  พวกเขาต้องการฉันก็เฉพาะตอนที่รู้สึกว้าเหว่  รู้สึกว่ายามค่ำคืนมันมืดเกินไปสำหรับตัวเองเท่านั้น...  ต่อให้ฉันรู้จักแมงกะพรุนดีแค่ไหนฉันก็ไม่เคยได้คุยกับเขา  หรือแม้แต่จะได้แหวกว่ายอยู่ใกล้ๆ เขาอย่างเธอ  บางครั้ง...ฉันจึงรู้สึกอิจฉาเธอมาก"

ท้องทะเลเงียบสงบเหมือนจะเงี่ยหูฟังเสียงในใจของตะพาบน้ำและดวงจันทร์....

ตะพาบน้ำกลับลงทะเลเงียบๆ  มันไม่เคยรู้เรื่องของดวงจันทร์มาก่อนเลย  มันไม่เคยนึกถึงข้อดีของตะพาบน้ำอย่างมัน  ที่อย่างน้อยๆ ก็ได้หายใจร่วมท้องทะเลเดียวกันกับแมงกะพรุนสีรุ้ง  ...มันรู้สึกว่าคำพูดของมันช่างร้ายกาจเกินกว่าจะเอ่ยคำขอโทษได้อีกแล้ว








วันหนึ่ง  ขณะที่ตะพาบน้ำแหวกว่ายเคียงข้างฝูงปลาเล่นอยู่นั้น  มันก็ได้เห็นสีสันที่สวยที่สุดในท้องทะเลแห่งนี้...ผ่านหน้ามันไปช้าๆ 

แมงกะพรุนสีรุ้งและเพื่อนๆ  ลอยละล่องอย่างสง่างามเหมือนที่มันเคยเห็นเมื่อก่อนไม่ผิดเพี้ยน  ฝูงแมงกะพรุนว่ายวนอยู่รอบตัวมันและฝูงปลาอยู่พักใหญ่ก่อนจะแหวกว่ายจากไปพร้อมกับกระแสน้ำ...  สิ่งแรกที่ตะพาบน้ำคิดก็คือต้องรีบไปบอกดวงจันทร์




ตะพาบน้ำขึ้นไปชะเง้อคออยู่บนโขดหิน  ใกล้รุ่งสางแล้ว  มันจึงไม่แน่ใจนักว่าจะได้เจอดวงจันทร์...  แต่แล้วมันก็เห็นดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวสีครามอมเทานอนหลับตาอยู่ข้างดาวดวงหนึ่ง

"นี่... ดวงจันทร์  เธอตื่นอยู่หรือเปล่า?"
ตะพาบน้ำส่งเสียงเรียกเบาๆ ด้วยความเกรงใจ  รออยู่สักพักดวงจันทร์ก็ลืมตาตื่นขึ้น

"ฉันแค่อยากมาบอกเธอว่า  แมงกะพรุนสีรุ้งปลอดภัยดี  ฉันเจอเขากับฝูงแมงกะพรุนเมื่อครู่นี้เอง"

"จริงหรือจ๊ะ?  ดีจังเลย..."

"เธอลองมองดูจากข้างบนสิ  อาจจะเห็นก็ได้นะ  แมงกะพรุนสีรุ้งเพิ่งว่ายไปแป๊บเดียวเอง"
ดวงจันทร์ชะเง้อมองไปไกลลิบๆ อยู่ครู่หนึ่ง  ตะพาบน้ำก็เห็นดวงจันทร์ยิ้ม

"จ้ะ  ฉันเห็นแล้วล่ะ...  แมงกะพรุนสีรุ้งจริงๆ ด้วย  ขอบใจเธอมากนะ  ฉันว่าเธอน่าจะลองว่ายตามไปทำความรู้จักกับเขาดูนะ"

"ไม่ต้องหรอกจ้ะ  ฉันรู้ตัวว่าว่ายน้ำไม่เก่ง  แล้วอีกอย่างฉันก็ชอบโขดหินนี้เสียแล้วด้วย"
ตะพาบน้ำส่งยิ้มจริงใจให้กับดวงจันทร์ 



"ถ้าฉันว่ายตามแมงกะพรุนสีรุ้งไปล่ะก็  ฉันก็คงไม่ได้คุยกับเธอแบบนี้ทุกคืน...แบบนั้นน่ะน่าเศร้ากว่าเป็นไหนๆ"

"จ้ะ! ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน!"


ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างจริงใจและอบอุ่น  ไม่นานฟ้าสีครามก็มาเยือน  ดวงจันทร์ค่อยๆ เลือนหายไป  ตะพาบน้ำลงนอนบนโขดหินและผึ่งแดดอุ่นๆ ของพระอาทิตย์ยามเช้าอย่างเป็นสุข





ซินเดอเรลลา

posted on 15 Sep 2009 23:25 by croquette  in dust


ซินเดอเรลลารู้สึกอย่างไร  ตอนที่เจ้าชายเข้ามาขอเธอเต้นรำ
จุมพิตลงบนมือ...แผ่วเบา
พลันมือนั้นก็ดูบอบบางราวกับคริสตัล







ความจริงแล้ว...  คุณเป็นคนโรแมนติก  หรือแค่คนขี้เหงาคนหนึ่งกันนะ?

ฉันเป็นนักเสพติดความโรแมนติกตัวยง  คุณรู้ไหม  ฉันชอบที่คุณทำแบบนั้น
แต่ไม่รู้เพราะมันมืดเกินไป  คนเยอะเกินไป  หรือเสียงดังเกินไป
ฉันจึงไม่กล้ามองหน้าคุณ
จริงๆ แล้ว... ฉันชอบมากนะ
แต่ก็กลัวว่าเป็นเพราะมืดเกินไป  คนเยอะเกินไป  และเสียงดังเกินไป...




เราจากกันรวดเร็วไปหน่อย, คืนนั้น  คุณว่าไหม?
ไม่ใช่ซินเดอเรลลาอย่างฉันเป็นฝ่ายวิ่งไปจากปราสาท  แต่มองคุณที่ค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับรถฟักทอง



เราน่าจะอยู่ด้วยกัน  นานกว่านั้นอีกสักนิด,  จริงๆ นะ
ฉันอยากเป็นฝ่ายขอคุณเต้นรำ  หลังงานเลี้ยงเลิกรา
หลังท้องฟ้าราตรีสว่างสไว  หลังความเมามายของผู้คน...
บนถนนที่มีแต่ความเงียบ





แค่อยากรู้ว่า  มือของคุณจะยังอุ่นเหมือนเดิมไหม